วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คนกินคน ตำนานสยองขวัญ

คนกินคน ตำนานสยองขวัญ


ข้าพเจ้าถามหัวหน้าหมู่บ้านชาวพื้นเมืองในประเทศคองโกในขณะที่เข้าไปเยือนหมู่บ้านแห่งนั้นว่า "หัวหน้าเคยกินเนื้อมนุษย์บ้างไหม" ข้าพเจ้าชี้มือไปที่เนื้อที่เสียบหลายอันที่กำลังรมควันเพื่อเก็บถนอมไว้ เป็นเนื้อเค็มประกอบคำพูด เขาพยักหน้าพร้อมกับกล่าวเป็นภาษาพื้นเมืองว่า "แน่ นอน แล้วคุณล่ะเคยลองไหม หัวหน้าตอบอย่างไม่ต้องคิด ไม่พูดเปล่าเขาเดินไปหยิบเนื้อตากแห้งพวงใหญ่มาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าส่ายหน้าปฏิเสธ ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจข้าพเจ้าที่รังเกียจสิ่งที่เขาหยิบยื่นด้วยไมตรีจิต

บันทึกของเฮอร์เบิร์ต วาร์ด จากเรื่องเสียงจากคองโก


เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนถึงต้องกินคน

เนื้อคนมันอร่อยหรือเปล่า
รู้ไหมครับว่าคำตอบของพวกที่กินคนคือ มันไม่อร่อยสักนิด เหม็นด้วยซ้ำ
แต่ทำไมพวกเขาต้องกินเนื้อคน เพราะเหตุใด ทำไม
และทำไมปัจจุบันนี้ฆาตกรที่ฆ่าคนเพื่อกินเนื้อคนถึงเพิ่มขึ้น
เรากินคนเพื่ออะไรกันแน่?
จากการสันนิษฐานของผู้รู้จากหลายๆ ด้าน ทำให้เราได้ข้อสันนิษฐานและทฤษฏีที่อธิบายได้ว่า ทำไมคนต้องกินคน ได้หลายแบบด้วยกัน ดังนี้


กินเพราะวัฒนธรรม


แก่นแท้ของการกินเนื้อคนยังเป็นเรื่องเร้นลับอธิบายไม่ได้ว่า มันมีต้นกำเนิดจากที่ใดกันแน่

นัก มานุษวิทยาเชื่อว่า พฤติกรรมการกินเนื้อคนมีมาตั้งแต่ยุคแรกของประวัติศาสตร์ อาจจะเริ่มมาจากมนุษย์ต้องการเอาใจพระเจ้า หรือเพื่อประทานพรความอุดมสมบรูณ์ให้พ้นจากความอดอยาก หรือไม่ก็การกำราบให้ศัตรูเกรงกลัวต่ออำนาจ การนับถือภูตผีปีศาจ การบูชายัญ การทรงเจ้าเข้าผี ด้วยเหตุนี้ทำให้วัฒนธรรมการกินเนื้อคนจึงได้กระจายไปอยู่ที่ต่างๆ ในโลก ด้วยแพร่หลายในเผ่าต่างๆ เช่นในทวีปแอฟริกา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ ตะวันออกไกล และตะวันออกกลาง หรือแม้เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ แต่วัตถุประสงค์ในการกินเนื้อคนต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละเผ่าแต่ละท้องถิ่น
เช่น
ที่ อินโดนีเซีย และพวกเผ่าอินเดียแดง อิโรเควียนในอเมริกาเหนือ ก็มีเผ่ากินคน โดยเผ่ากินคนเชื่อว่าการกินเนื้อศัตรูจะทำให้วิญญาณและความรอบรู้ของศัตรู ถูกดูดซึมเข้าไปไว้ในตัวเองยิ่งกินมากยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ในทางกลับกันบาง ชนเผ่าวารี แห่งป่าดงดิบอเมซอนกินคนเพื่อแสดงความเคารพ แทนที่จะฝังดินโดยเปล่าประโยชน์
ชาวแอชแต็คส์ ในประเทศเม็กซิโกโบราณมีประเพณีบูชายัญเพื่อบูชายัญเทพเจ้า โดยหากไม่บูชาเทพเจ้าจะบันดาลความพินาศแก่ชนเผ่า
แม้ ลิทธิบูชายัญและกินเนื้อศัตรูจะเป็นความเชื่อที่สืบทอดจากบรระบุรษเป็นร้อย เป็นพันปีก็ตาม แต่ก็สาเหตุที่เผ่ากินคนต้องยุติกินศพถวาร เช่นกัน อันเนื่องมาจาก เมื่อพวกเขาพบว่าหลังจากการกินเนื้อคนแล้วจะทำให้เกิดโรคระบาดประหลาดที่ เรียกว่า โรคคูรู ซึ่งเกิดจากการกินเนื้อคน โดยติดจากน้ำมูก น้ำลาย มีอาการเหมือนโรควัวบ้า ซึ่งเมื่อพวกเขาทราบสาเหตุของโรครบาด เผ่ากินคนเหล่านั้นก็ยุติการกินเนื้อศพ ตั้งแต่นั้นมา
อีก สาเหตุหนึ่งคือการเผยแพร่คริสต์ศาสนาของบรรดามิชชันนารีก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่ทำให้เผ่ากินคนหยุดเสพเนื้อมนุษย์ด้วยกัน จากข้อมูล แน็ทชันแนล จีออกร๊าฟฟิค ระบุว่า "ด้วย คริสต์ธรรมทำให้ชาวฟิจิหันมานับถือพระเจ้ามนคริสต์ศาสนาแทนพระเจ้ากระหาย เลือด และปลดปล่อยเกาะฟิจิจากดินแดนมนุษย์กินคน มาสู่ความเป็นผู้มีอารยะในที่สุด"

กินเพื่ออยู่รอด
ในโลกมิได้มีแต่มนุษยืกินคนที่เป็นผู้ไร้อายะธรรมเท่านั้น เพราะผู้ที่เจริญด้วยปัญญาและอารยะธรรมก็ยังกลายเป็นมนุษย์กินคนได้เช่นกัน
ตัวอย่าง
ในปี ค.ศ. 1846 จอร์จ ดอนนเนอร์นำเพื่อนร่วมเดินทางอันประกอบไปด้วยบุรุษ สตรีและเด็ก จำนวน 89 คน เดินทางข้ามเทือกเขาในรัฐเนวาด้า เพื่อไปคาลิฟอร์เนีย แต่สภาวะอากาศอันแปรปรวนทำให้การเดินทางวกไปวกมาไม่เป็นไปตามที่ดอนเนอร์ได้ กำหนดไว้ เสบียงอาหารและข้าวของจำเป็นในการดำเนินชีวิตหมดลงไปในที่สุด มีผู้คนล้มตายจากความหนาวและความอดอยากเป็นจำนวนมาก
ผู้ รอดชีวิตกลุ่มหนึ่งเริ่มตระหนักถึงสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ พวกเขาต้องหาทางรอดเฉพาะหน้าถ้าไม่แก้พวกเขาจะตายกันหมด ดังนั้นการแก้ปัญหานี้คือการกินเนื้อศพของคนที่ตายแล้วเป็นอาหารยัง ชีพระหว่างการเดินทางแบบไม่มีจุดหมาย เป็นเวลาถึง 6 เดือนก่อนที่จะมีคนมาช่วยเหลือครอบครัวนี้
นักเดินทางจำนวน 46 คน สารภาพว่าได้ประกอบอาชญากรรมอันสยดสยองด้วยการกินเนื้อคนเพื่อประทังชีวิต ทำให้ครอบครัวนี้ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมรอบตัวเป็นระยะหนึ่งจึงเข้า สู่สังคมมนุษย์ได้อีกครั้ง
ในปี ค.ศ.1972 นัก เล่นรักบี้กับเพื่อนสนิทและครอบครัวพากันบินจากอูรุวัยไปชิลี เครื่องบินโดยสารประสบอุบัติเหตุตกลงเทือกเขาแอนดิสท่ปกคลุมไปด้วยหิมะ มีผู้ถึงแก่ความตายจำนวน 13 ศพจากผู้โดยสารทั้งหมด 45 คน อีกหลายสัปดาห์ต่อมามีผู้บาดเจ็บจากเครื่องบินตายอีกหลายศพ หมดหนทางเลือกเพราะไม่สามารถติดต่อจากโลกภายนอกได้ ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องดิ้นรนรอดชีวิตด้วยการกินเนื้อศพ ส่วนผูที่ไม่ยอมกินก็อดตายไปที่ละคน สองคน ก่อนที่ผู้รอดชีวิตจำนวน 16 คนจะได้รับความช่วยเหลือจากความตาย และกลับบ้านอย่างปลอดภัย
ปี 1930 ประเทศรัสเซียผู้คนนับล้านพากันอดอาหารตายภายใต้การปกครองของจอมเผล็ดการ โจเซฟ สตาลิน และอีก 20 ปีให้หลังก็เกิดเหตุการณ์ณ์แบบนี้ขึ้นบนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งทั้งสองประเทศมีการบันทึกว่ามีการกินเนื้อคนด้วยกันเอง ว่ากันว่าทางรัสเซียเมื่อทราบข่าวนี้ จึงได้สั่งให้ประหารชีวิตคนกินคนไปนับไม่ถ้วน และสั่งจำคุกตลอดชีวิตราว 350 ซึ่ง ในจำนวนนี้มีพ่อแม่ที่กินลูกขอตัวเองด้วย แต่ในทางประเทศจีนกลับยกย่องผู้สังหารและกินคนว่าเป็นคนหัวเก่าผู้มีคู ณูปการต่อระบบอย่างยิ่ง
สังเกต ได้ว่ากรณีนี้ เป็นการกระทำโดยความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะไม่ทำเขาก็จะตาย แต่สำหรับสายตาชาวโลกก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งไม่บังควร น่ารังเกียจ เหี้ยมโหด ไม่ถือเป็นแบบอย่าง


กินเพราะอาชญากรรม


คราวนี้ก็มาถึงเรื่องของเราสักที
เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่งที่ปัจจุบันคดีฆาตกรรมเหยื่อเพื่อเลียนแบบพวกมนุษย์กินคนสมัยโบราณเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทวีปยุโรป
จากแฟ้มคดีฆาตกรรมกินเนื้อคนเริ่มเกิดถี่ขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบศตวรรษที่ผ่านมา
รูปแบบพื้นฐานของการก่ออาชญากรรมกินเนื้อมนุษย์สามารถแบ่งได้ 4 ลักษณะคือ
กินเนื้อมนุษย์เพื่อจุดประสงค์ทางเพศ
กินเนื้อมนุษย์อันเนื่องจากความก้าวร้าวรุนแรง
กินเนื้อมนุษย์อันเนื่องมาจากความเชื่อและประเพณี
กินเนื้อมนุษย์เพราะรสนิยมหรือต้องการคุณค่าทางโภชนาการ
สาเหตุ สำคัญประการหนึ่งของการกินเนื้อคนเพราะอาชญากรรม คืออาการป่วยทางจิตประสาท ซึ่งพบเห็นได้บ่อยๆ ในฆาตกรต่อเนื่อง โดยมีแรงขับดันทางเพศหรือชอบความรุนแรงวิปริต เรียกว่า "ความวิปริตหรือความวิปลาส" หรือรวมเรียกว่า "พาราฟิเลีย" ซึ่งมารากศัพท์ภาษากรีกคือ PHRA หมายถึงผิดปกติกว่าธรรมดา และ PHILIA คืออยู่ใกล้ชิดกัน
ฟาราฟิเลีย เป็นความเบี่ยงเบนทางเพศและวัตถุ เป็นต้นว่าการติดใจกับการกินเนื้อศพ การชอบสะสมซากศพ มีเพศสัมพันธ์กับศพ
ตัวอย่าง

Sawney Bean ครอบครัวกินคน







ต้นศตวรรษที่ 15 (บางคนก็ว่า17) แคว้นแกลอเวลทางตะวันตกเฉียงใต้ของสก็อตแลนด์
ซอว์ นี่ บีน เกิดในบ้านนอกของสก็อตแลนด์ มีนิสัยหยาบคายและเป็นคนเกียจคร้าน เมื่อถึงวัยทำงานก็ไม่อยากสืบงานที่บ้านต่อ รีบหนีออกจากบ้านไปตั้งแต่เนิ่นๆ
เขา ได้แต่งงานกับหญิงที่มีนิสัยเข้ากันได้และย้ายเข้าไปอยู่ในถ้ำซึ่งหันหน้า ออกไปยังชายหาดแกลอเวล ลักษณะพิเศษของถ้ำนี้คือ ในยามปกติ ชายหาดหน้าถ้ำจะเป็นลานกว้าง เข้าออกได้ง่าย แต่เมื่อถึงยามน้ำขึ้น 2 วันครั้ง น้ำจะท่วมพื้นที่กว่า 100 ยาร์ ดหน้าปากถ้ำเป็นการกันไม่ให้คนนอกเข้ามาได้ ภายในถ้ำลึกและคดเคี้ยวไปมา แม้จะมืดและมีอากาศชื้น หากก็เป็นที่อยู่อันสบายสำหรับสองสามีภรรยาบีน ซึ่งถ้ำนี้เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่มีใครหาพวกเขาพบเป็นเวลาหลายปี
ซอว์ นี่เริ่มหากินด้วยอาชีพโจร ถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านนั้นเปลี่ยว มีคนไม่มากนัก ทำให้เขาสามารถปล้นคนได้อย่างสบาย แต่เนื่องจากซอว์นี่เกรงว่าหากนำของมีค่าของเหยื่อไปขาย อาจทำให้กลายเป็นเบาะแสภายหลังได้ เขาจึงนำแต่เงินสดมาใช้ ส่วนของมีค่าต่างๆก็เก็บสุมๆไว้ในถ้ำนั่นเอง
ใน ไม่ช้า เมื่อมีลูก เงินสดที่ปล้นมาไม่พอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ ซอว์นี่นั่งครุ่นคิดปัญหานี้อยู่นาน ก่อนจะปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า"อ้าว กินเนื้อคนที่เราฆ่าก็ได้นี่ มีเนื้อทั้งที ทิ้งไปก็น่าเสียดายแย่"
ซอว์ นี่เริ่มตามแผนยิงนัดเดียวได้นกสองตัวนี้ทันที หลังจากปล้นและฆ่าเหยื่อแล้วก็ลากศพของเหยื่อมายังถ้ำ จัดการชำแหละและหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ ดองเกลือและแขวนเอาไว้ในถ้ำ กระดูกก็นำไปสุมทิ้งไว้อีกที่หนึ่ง ครอบครัวบีนใช้วิธีนี้ในการดำรงชีพอยู่กว่า 20 ปีทีเดียว
ชีวิต ของพวกเขาเริ่มเข้ารูปเข้ารอย คุณนายบีนออกลูกมีหลานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เด็กๆที่โตในถ้ำต่างก็ใช้ชีวิตที่นั่นและกินเนื้อคนอย่างเป็นเรื่องปกติ สำหรับพวกเขาการปล้น การฆ่าและการกินเนื้อคนเป็นเหมือนเรื่องธรรมดาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ นี่เอง แต่ไม่ว่าครอบครัวบีนจะใหญ่ขึ้นแค่ไหน พวกเขาก็ไม่มีการกินกันเองอย่างเด็ดขาด
สิ่ง ที่เด็กๆของครอบครัวบีนเรียนรู้ในถ้ำก็มีเทคนิคในการฆ่า การชำแหละเนื้อและการถนอมอาหาร พวกเขาพูดได้เพียงภาษาอย่างพื้นฐานและเห็นคนจากโลกภายนอกเป็นเพียงเป้าหมาย ในการฆ่าและอาหารเท่านั้น ในไม่ช้าพวกเด็กก็โตพอจะช่วยงานได้ การปล้นฆ่าของครอบครัวบีนเริ่มกลายเป็นระบบ พวกเขาขัดเกลาฝีมือจนมีความชำนาญเหมือนกองทัพย่อยๆทำให้งานเป็นไปอย่างราบ รื่นและรวดเร็ว แม้จะมีกว่า 40 ปากท้องที่ต้องเลี้ยงดู แต่ก็ไม่มีใครในครอบครัวเคยอดเลย หนำซ้ำ เนื้อยังจะเหลือจนกินไม่ทัน ต้องทิ้งที่เน่าไปเสียด้วย
แม้ จะมีคนสงสัยถ้ำที่พวกเขาอาศัยอยู่ (คนชักเยอะ ออกมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าถ้ำบ่อยๆ) แต่เมื่อมีคนมาสืบก็เหมือนเอาเนื้อมาป้อนปาก ทุกรายต่างก็ถูกฆ่า กลายเป็นอาหารเลี้ยงคนของบีนต่อไป
เกิด คดีคนหายสาบสูญติดต่อกันเป็นจำนวนมาก ทางการได้มีการส่งกำลังมาจับกุมคนร้ายหลายครั้ง หากก็มีแต่จับคนผิดตัว ผู้บริสุทธิ์หลายรายถูกลงโทษประหารไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และนักเดินทางก็ยังคนหายตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง
เหยื่อทุกราย ไม่เคยมีใครหนีรอดไปได้ พวกบีนไม่เคยทำพลาดเหลือหลักฐานไว้เลย
จนกระทั่ง..............................
วัน หนึ่ง สามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ระหว่างทางกลับบ้านจากงานเทศกาล จู่ๆก็ปรากฏกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเข้ามาทำร้าย ในขณะที่สามีกำลังถูกต่อสู้ขัดขืนอยู่ ภรรยาของเขาก็ถูกดึงลงจากหลังม้าและฆ่าทิ้ง แต่เท่านั้นยังไม่จบ กลุ่มคนร้ายได้ทำการชำแหละท้องและเฉือนร่างภรรยาเป็นชิ้นๆต่อหน้าผู้เป็น สามี
ชาย สามีตื่นตระหนกและขัดขืนอย่างเต็มกำลัง โชคยังดีที่คนกลุ่มใหญ่ซึ่งกลับมาจากงานเทศกาลเดียวกันผ่านมาพอดี กลุ่มคนร้ายซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าจึงทิ้งชายสามีและศพของภรรยาแล้วหนีไปนี่ เป็นความผิดพลาดครั้งแรกและครั้งเดียวในการก่ออาชญากรรมของครอบครัวบีน และความผิดพลาดนี้เองที่นำไปสู่การปิดฉากการกระทำอันสยดสยองของพวกเขาที่ต่อ เนื่องมาเป็นเวลาหลายปี
เมื่อได้รับการร้องเรียน ทางการจึงสันนิษฐานว่าน่าจะมีกลุ่มโจรที่กินเนื้อคนกบดานอยู่ที่นี่ จึงส่งกำลังคนกว่า 400 คนนำโดยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 พระองค์เองมาเพื่อค้นหา พวกเขาค้นพบถ้ำและเมื่อบุกเข้าไปก็พบกับภาพอันเหลือเชื่อ
แขน ขา ลำตัวของทั้งชายหญิง ถูกตัดเป็นท่อนๆ แขวนไว้ตามผนังราวกับร้านขายเนื้อ ของมีค่าเช่นนาฬิกา แหวน หรือเพชรพลอยถูกกองสุมๆอยู่อีกมุมหนึ่ง พร้อมกับเสื้อผ้าจำนวนมาก ในรูใกล้ๆกันนั้นเต็มไปด้วยกระดูกของมนุษย์ที่สะสมไว้เป็นเวลา 25 ปี
ในตอนที่ทหารบุกเข้าไปถึงนั้น ครอบครัวบีนอยู่กันพร้อมหน้า และยิ่งน่าตกใจว่าในขณะนั้น พวกเขามีจำนวนคนถึง 48 คนด้วยกัน (นายและนางบีน ลูกชาย 8 คน ลูกสาว 6 คน หลายชาย 18 คน หลานสาว 14 คน ....รุ่นหลานนี่มาจากพ่อแม่ซึ่งเป็นพี่น้องกันเอง)
พวก บีนพยายามสู้ขัดขืน แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ทุกคนถูกจับกุมและนำตัวขึ้นศาล จากการกระทำอันโหดร้ายผิดมนุษย์มนารวมทั้งไม่สามารถเห็นแววสำนึกผิดหรือเข้า ใจว่าตัวเองกระทำผิดในตัวคนของบีนได้เลย ศาลจึงตัดสินประหารทั้งครอบครัวโดยไม่มียกเว้นแม้แต่เด็กทารก
ผู้ชายของบีนถูกตัดแขนขาทิ้งเช่นเดียวกับที่พวกเขาทำกับเหยื่อแล้วปล่อยให้ตาย ผู้หญิงถูกบังคับให้ดูภาพนั้นก่อนจะถูกเผาทั้งเป็น
เป็นอันจบชีวิตมนุษย์กินคนในถ้ำที่ยาวนานกว่า 20 ปีในที่สุด




ฟริตส์ ฮาร์มานน์ (Fritz Haarman) เอาไหมเนื้อราคาถูก?


ฟริตส์
ฮาร์มานน์ เป็นชายชาวเยอรมันเกิดที่แฮโนเวอร์ วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2422 เขา เป็นคนเทิดทูนแม่ที่มีอาการป่วยทุพพลภาพของเขามาก แต่เกลียดพ่อ ชื่อซูลดอร์โอลลอ เป็นช่างไฟฟ้าที่นิสัยออกแปรปรวน และชายรักร่วมเพศ
และเมื่อพ่อของฮาร์มานน์ข่มขื่นฮามานเข้า นิสัย ฟริตส์ ฮาร์มานน์ ก็ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นคนก้าวร้าวอย่างรุนแรง ถึงขนาดจับไปรักษาที่โรงพยาบาลบ้า แต่ไม่นานก็ถูกปล่อยตัวออกมา เนื่องจากไม่พบอาการผิดปกติทางจิต
หลังจากนั้น ฟริตส์ ฮาร์มานน์ จึง กลายเป็นคนเร่รอน เร่ขายของ และลักเล็กขโมยน้อย แต่ตำรวจกับชอบฮามาน เพราะเขามักต่อสู้เมื่อถูกจับกุม แถมยังหัวเราะ พูดเรื่องตลกกับพวกตำรวจอีกด้วย และเป็นนักโทษตัวอย่าง
พอดีในปี พ.ศ.2561 ที่ ฮาร์มานน์จำคุกอยู่นั้น เป็นช่วงหลังสงครามโลก ที่ประเทศเยอรมัน เกิดความสับสนวุ่นวาย กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ถูกทำลายไปจนหมด คนถือโอกาสทำกำไร คนหลอกหลวงและคดโกงมีอำนาจเหนือบ้านเมืองในภาวะขัดสนนี้
และ เมื่อฮามานถูกปล่อยตัว เขากลับบ้านเกิดที่แฮโนเวอร์ ไปประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายของในตลาดมืด หรือไม่ก็นักต้มตุ๋นด้านหน้าของสถานีรถไฟ ซึ่งในช่วงนั้นมีผู้คนหลงใหลมาใช้บริการในสถานีรถไฟเป็นจำนวนมาก เช่น พวกอพยพ จากเยอรมัน หรือไม่ก็คนที่ไม่มีบ้า แต่ต้องการเงิน บ้าน หรือความหวัง ที่ต้องการมีชีวิตอยู่
เมื่อ พ่อค้าอารมณ์ร้ายอย่าง ฮาร์มานน์ รู้ดีว่าเขาควรที่จะฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เขาเริ่มเปิดเช่าที่พักอาศัย และทำธุรกิจเป็นคนขายเนื้อหาบเร่ โดยบอกว่าเป็นเนื้อม้า และคนขายเสื้อผ้ามือสอง
หลายคนสงสัยว่าฮาร์มานน์ เอาเนื้อพวกนี้มาจากไหน เพราะเยอรมันช่วงนี้ขาดแคลนเนื้อขนาดหนัก ทำให้เนื้อขาดตลาด และมีราคามากในตลาดมืด
แท้ที่จริงแล้วเนื้อที่ฮาร์มานน์ มาขายนั้นไม่ใช้เนื้อม้าแต่เป็นเนื้อคน
เหยื่อที่ฮาร์มานน์ นำมาฆ่านั้นส่วนใหญ่เหยื่อเหล่านี้จะเป็นวัยรุ่นชายหนุ่ม อายุราวๆ 12-16 ปี ที่หนีออกจากบ้าน หรือหางานทำ ซึ่งเมื่อฮามานเจอเหยื่อเหล่านี้เขาจะเข้าไปตีสนิท รับฟังความทุกข์ และให้คำแนะนำแก่พวกเขา และเมื่อพวกเขาเผลอก็ฆ่า
ฮาร์มานน์ เป็นที่รู้จักดีในสังคมว่าเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น เป็นสายชั้นดีแก่ตำรวจ จนตำรวจให้ฉายาแก่เขาว่า "นักสืบ" แต่ฮาร์มานน์ ก็มีข้อแม้ให้แก่ตำรวจว่าต้องไม่สนใจธุริจของเขาเป็นการตอบแทนในการช่วยเหลือ
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2561 พ่อแม่ของฟริเดล โรเทอร์ วัย 17 ปี แจ้งความว่าลูกชายของพวกเขาหายไป ล่าสุดมีคนพบเห็นเขาอยู่กับฮาร์มานน์ในห้องเล่นบิลเลียด ตำรวจจำเป็นต้องไปตรวจห้องของฮาร์มานน์ และตรวจดูแค่ผ่านๆ เท่านั้น
ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ.......................
แต่ 6 ปี ต่อมา ฮามานน์ถูกนำตัวขึ้นชั้นศาล เมื่อตำรวจค้นห้องเขาอีกครั้ง คราวนี้พบศีรษะของฟรีเดล ที่ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ซ่อนไว้หลังเตาอบ
ฮา มานน์สารภาพว่า เขาผูกมิตรกับเด็กนั้น ก่อนที่จะนำตัวไปที่บ้าน ข่มขืน และฆ่า โดยการกัดที่คออย่างโหดเหี้ยม จากนั้นก็นำศพสับเป็นชิ้นๆ เนื้อจะถูกนำมาขายในราคาถูกๆ กะโหลกและศีรษะจะถูกนำไปทิ้งแม่น้ำเลน
แต่เมื่อจำคุกไม่นานฮามานน์ก็แหกคุกหนีออกมา และหลบซ่อนตัวจนเรื่องสงบ จนสามารถเดินอวดโฉมในสังคมอีกครั้ง
กันยายน พ.ศ. 2462 ฮามานน์กลับมาทำชั่วอีกครั้ง คราวนี้เขาได้ผู้ช่วยคนใหม่ชื่อ ฮาร์น กรานส์ อายุ 20 ปี เด็กหนุ่มที่หนีออกจากบ้าน รูปร่างผอมบาง แต่จิตใจโสมน เกลียดชังมนุษย์เป็นอันมาก เขาแนะให้ฮามานน์ฆ่าเหยื่อ เพื่อที่เขาอยากได้เสื้อผ้าเขาไปขาย
และฮามานน์ก็ทำตามที่เด็กนั้นขอ
เมื่อชายสองคนนี้อยู่ร่วมกัน นับตั้งแต่นั้นมา ปีพ.ศ 2566-2567 ก็เกิดคดีเด็กหายเป็นจำนวนถึง 600 คนในแฮโนเวอร์
และในช่วงที่เกิดคดีสูญหายของเด็กเป็นจำนวนมากนั้นเอง ตำรวจได้พบกะโหลกศีรษะเป็นจำนวนมากที่แม่น้ำเลน
จนกระทั้ง......ความชั่วร้ายของเขาถูกเปิดเผย จะว่าไปแล้วอาจเป็นเพราะความบังเอิญก็ได้ เพราะตอนนั้นตำรวจกำลังวุ่นอยู่กับคดีการหายตัวไปของเด็กหนุ่ม ไม่ได้สงสัยสักนิดว่าฮามานน์จะเป็นตัวการ
ทีแรก ฮาร์มานน์ ฟริตส์ ถูกจับด้วยข้อหาอานาจารและทำร้ายร่างกายต่อเด็กผู้ชายคนหนึ่งบนท้องถนนจนถูกนำมาเข้าซังเตที่โรงพัก
แม้ว่าจะเป็นคดีเล็กๆ แต่ตำรวจก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ เมื่อจับฟริตส์มาแล้ว ก็ต้องมีการสอบสวนตามปกติ ได้มีการตรวจค้นห้องของฮาร์มานน์ ฟริตส์
แต่ตำรวจก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นกองเสื้อขนาดมหึมา เตรียมจะซักเพื่อนำไปขาย บางตัวเปื้อนโคลน บางตัวเปื้อนเลือด สอบสวนไปสอบสวนมาปรากฏว่าตรงกับเสื้อผ้าของเด็กที่หายสาปสูญไปทั้งเมือง ซึ่งมีญาติๆของเหยื่อมาแจ้งข้อมูลให้กับตำรวจและรูปพรรณสัณฐาน
ไปไปมามา ฟริตส์ก็สารภาพออกมาอย่างหมดเปลือก และทำให้ฮาร์น กรานส์ ชายหนุ่มคู่โฮโมของฟริตส์ต้องถูกติดร่างแหไปด้วย
เรื่องราวมีอยู่ว่า ฟริตส์และฮานส์คู่รักวิปริตได้ร่วมกันฆ่า และเชือดชำแหละเด็กๆโดยเฉพาะเด็กหนุ่มเหล่านี้ออกมา
"เพื่ออะไร"ตำรวจขย้อนต่อคำตอบที่ได้รับ

"ผมนำเนื้อพวกมันไปขายทอดตลาดหมดแล้วครับ" ฟริตส์ตอบได้หน้าตาเฉ
"แล้วในฆ่าพวกเขาอย่างไรล่ะ"
"กัดที่คอ"

และกองกระดูกริมแม่น้ำ แอในเวอร์นั่นแหล่ะครับ คือผลงานของเขา ฮาร์มาน ฟริตส์ ซึ่งนำมันไปทิ้งเองกับมือ นับไปนับมารวมกับที่ ฮาร์น กราส สารภาพว่าเขาร่วมฆ่า แต่ไม่ได้ฆ่า มีประมาณ 27 ศพ แต่ฟริตส์กัลบอกว่า มันน้อยไปมาก เพราะเหยื่อของเขาจริงๆน่ะ มีอยู่ 40 กว่าราย
ไม่มีคำอุทรณ์ใดใดทั้งสิ้น ฮาร์มานส์ ฟริตส์ ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ส่วนฮาร์น กราส ผู้สมรู้ร่วมคิด ถูกจำคุกตลอดชีวิต และได้รับหย่อนโทษเป็น 12 ปีในเวลาต่มา
จนบัดนี้ตำรวจก็พิสจูน์ไม่ได้ว่าฮาร์มานน์ฆ่าคนไปกี่ศพกันแน่ แต่ตำรวจสันนิษฐานว่า เขาน่าจะฆ่าเด็ก 2 คน ในทุกๆ สัปดาห์


สุริยา โพธิ์แสง ซีอุยกลับชาติมาเกิด


ส่วนเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่
26 ส.ค. 2547 ที่อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ
เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.ต.เฉลิม ฦาชา พนักงานสอบสวน สภ.อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ ได้รับแจ้งพบศพเด็กชาย สภาพถูกควักไส้อย่างสยดสยอง เสียชีวิตอยู่กลางทุ่งนา ในเขตต.โนนสะอาด อ.คอนสวรรค์ จึง รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ
บริเวณที่พบศพ เป็นทุ่งหญ้าข้างเถียงนา ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านทิศเหนือของบ้านกุดโดน ม.7 ต.โนนสะอาด อ.คอนสวรรค์ ตำรวจพบศพ ด.ช.ลิขิต โพธิ์แสง อายุ 9 ขวบ นักเรียนชั้นป.2 โรงเรียน บ้านโนนสะอาด ในชุดนักเรียนครึ่งท่อน ถูกมัดมือไพล่หลัง มัดเท้า นอนหงาย ลำคอมีรอยถูกรัด เสื้อยืดสีแดงถูกถลกขึ้น บริเวณหน้าอกมีรอยมีดแทงทะลุกลางหลังเป็นแผลขนาดใหญ่ 1 แผล
นอก จากนั้นบนลำตัวผู้ตายยังมีลำไส้กองอยู่จำนวนมาก บางส่วนไปพันไว้กับกอหญ้า จาก และมีรอยกัดกินอวัยวะภายใน ข้างๆลำตัวพบท่อนไม้เปื้อนเลือด ผ้าพันคอลูกเสือสำรอง และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ หล่นเป็นระยะ
จาก การตรวจอย่างละเอียด พบร่องรอยการจับผู้ตายใช้เชือกรัดคอ มัดมือ มัดเท้า แล้วโยงขึ้นกับต้นไม้ เพื่อทำการผ่าท้อง ควักไส้ ควักพุง ออกมา โดยพบว่าตับกับหัวใจได้หายไป ก่อนคนร้ายจะลากศพไปทิ้งกลางทุ่งนา นอกจากนั้นยังพบร่องรอยการนำอวัยวะภายในของผู้ตายมาล้างใกล้กับโอ่งน้ำ จนปรากฏเป็นเลือดแดงเต็มโอ่ง และมีรอยพริกเกลือหล่นเรี่ยราด คาดว่าคงมีการนำเครื่องในมาปรุงแล้วกินสดๆ
จากการสอบถามชาวบ้านแถบนั้นพบว่า หลังเลิกเรียน เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เห็นผู้ตายขี่รถจักรยานกลับถึงบ้านพัก เลขที่ 112 หมู่ 7 บ้านกุดโดน ต.โนนสะอาด อ.คอนสวรรค์ แล้วต่อมานายสุริยา โพธิ์แสง อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของด.ช.ลิขิต และยังมีอาการป่วยทางจิต ชอบกินเครื่องในสัตว์ดิบๆ มาชักชวนน้องแกมบังคับให้พาไปหาพ่อ-แม่ ซึ่งกำลังรับจ้างฉีดพ่นยา กลางทุ่งนา
หลัง จากนั้นทั้งสองคนก็ไม่กลับบ้านทั้งคืน ชาวบ้านจึงแจ้งทางอำเภอ ส่งกำลังอาสาสมัคร หน่วยกู้ภัย ออกมาร่วมกับกำนันผู้ใหญ่บ้านแบ่งกำลังออกเป็นชุดๆ ช่วยกันตามหา จนกระทั่งพบเป็นศพถูกควักตับไตไส้พุงสุดสยอง
เวลา 12.00 น. ชุดติดตามได้พบนายสุริยาอยู่เพียงลำพังบนเถียงนา ในเขตหมู่ 4 ตำบล เดียวกัน เมื่อเห็นตำรวจก็แสดงอาการพิรุธออกมา ลักษณะของคนสติไม่สมประกอบ พูดจาวกวน สภาพร่างกายมีรอยเปื้อนเลือดเต็มไปหมด และมีเครื่องครัวจำพวกพริกเกลืออยู่ในตัวด้วย เจ้าหน้าที่จึงค่อยๆไต่ถาม นายสุริยาจึงยอมรับว่า เป็นคนลวง ด.ช.ลิขิต น้องชายร่วมสายโลหิตวัย 9 ขวบ ไปกลางทุ่งนา แล้วทุบหัวฆ่าอย่างโหดเหี้ยม แล้วคว้านท้องควักหัวใจ ตับกินสดๆ เสร็จแล้วก็จับมัดมือไพล่หลัง-มัดเท้า ชักรอกขึ้นไปแขวนคอบนต้นไม้ แล้วใช้มีดผ่าแหวกท้องลากไส้ออกมากองไปทั่ว ส่วนตับกับหัวใจก็ปรุงกินสดๆ กับพริกเกลือ
"เครื่องในไก่ก็กินแล้ว เครื่องในสัตว์อื่นๆ ก็กินหมดแล้ว ยังเหลือแต่เครื่องในคนนี่แหละที่ยังไม่ได้กิน "
และปัจจุบันนี้ สุริยา โพธิ์แสง ยังอยู่ในการรักษาอาการป่วยทางจิตที่โรงพยาบาลบ้าอย่างเคร่งครัด


ส่งท้าย

แต่ ท้ายที่สุดแล้ว ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีรูปแบบตายตัวว่าทำไมคนเราจึงกินเนื้อคนกันเอง ดอกเตอร์เจมส์ ฟอกซ์ คณบดีคณะอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมแห่งมหาวิทยาลัยในบอสตัน สรุปไว้ว่า
"เวลา นี้ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่เราไม่สามารถอธิบายหรือพยากรณ์ได้อย่างชัดเจนอีก ต่อไปแล้ว เช่นในกรณีของอาชญากรกินเนื้อคน เราพบว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ การใช้ชีวิตในสังคม ไม่ได้เป็นโรคจิต สิ่งที่ขาทำไปทั้งหมดบางที่อาจเป็นพันธุกรรมในสายเลือดของมนุษย์ชาติตั้งแต่ อดีตกาลก็เป็นได้"


จากหนังสืออำมหิต คดีสยอง

ต่วนตูนพิเศษ ฉบับที่ 323 วันที่ 2545

The Butcher Of Plainfield (Ed Gein) จอมถลกศพ





สิ่งที่ทำให้ข้าสนใจในตัว Ed Gein

มัน คือ การเติบโตโดยมีปมด้อย จนกลายเป็นฆาตกร นี่แหละ
ข้าเห็นว่าชีวิตมันน่าศึกษาดี รวมทั้งวิธีการฆ่าเหยื่อของมันยังน่าสนใจไม่ใช่น้อย
ยังไงก็อ่านๆดูและกัน....... ท่านผู้มาเยือนนรกข้า ตามสบาย ปลดปล่ออยความโรคจิตซะ !

Ed Gein หรือ Edward Theodore Gein เกิดเมื่อ วันที่ 27 สิงหาคม 1906 และเสียชีวิตเมื่อ 26 กรกฏาคม 1984 Ed Gein นั้นได้รับฉายาเป็น ฆาตกรโรคจิตที่สุดเท่าที่เคยมีมา ก็ว่าได้ แม้ว่าเขาจะฆ่าคนจริงๆ ไปเพียง 2 คนก็ตาม แต่ด้วยพฤติกรรมด้านความเชื่อ ทำให้เขาได้รับฉายานี้ขึ้นมา , และการฆาตกรรมของเขาได้ทำให้เกิดหนังเรื่อง Phycho , The Texas Chainsaw Massacre และ Silence of the Lambs


ประวัติ - Ed Gein นั้นอาศัยอยู่ในฟาร์มแถบ Wiscousin, USA ซึ่งก็เป็นที่อาศัยตอนเขายังเป็นเด็ก , โดยเขามีพี่น้องอีก 1 คน , พ่อของเขาเป็นคนติดเหล้าและแอลกอฮอล์ทั้งหลาย , และมักจะตกงานอยู่บ่อยๆ , ซึ่งพี่น้องคู่นี้ก็รับไม่ได้กับการกระทำของพ่อของเข ารวมถึง แม่ของเขาก็รับการกระทำของพ่อไม่ได้เช่นกัน ซึ่งแม่เป็นคนที่เคร่งศาสนาอย่างมาก และเป็นคนที่ปกป้องลูก และมักจะไม่ให้คุยกับผู้หญิง จึงให้พวกเขาทำงานอยู่ที่ฟาร์ม เสมอๆ และนอกจากนั้นแม่ของเขายังกีดกันไม่ให้ Gein มีเพื่อน โดยแม่ของเขามีความเชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนยกเว้นตัวเธอนั้นเป็นโสเภณี และเหตุผลเดียวของการมี sex ที่ยอมรับได้ ก็เพื่อการสร้างชีวิตใหม่ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงบ่ายอ่านหนังสือ Bible


เมื่อ Gein เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น , แม่ของเขามีท่าทางเข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด , ถึงขนาดมีอยู่ครั้งนึงที่เคยสาดน้ำร้อนลวกตัวของเขาหลังจากที่แม่ของเขาจับ ได้ว่า Gein กำลัง "สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง" อยู่ในอ่างอาบน้ำ , และจับอวัยวะเพศของเขาและเรียกมันว่า "คำสาปของผู้ชาย ?" ( curse of man ) ด้วยเหตุที่ตาข้างหนึ่งของเขามีขนาดใหญ่กว่าอีกข้าง และด้วยท่าทางกิริยาที่เหมือนกับผู้หญิง ทำให้ Gein มักจะถูกเพื่อนล้อเลียนอยู่เป็นประจำ ซึ่งท่าทางในโรงเรียนของเขาก็มีท่าทางแปลกๆ ด้วย เช่นกัน นั่นคือ บางทีเขาจะหัวเราะออกมาโดยไม่มีสาเหตุ ( เหมือนกับหัวเราะกับมุขของตัวเอง ) พ่อของเขาเสียชีวิตในปี 1940 และหลังจากนั้นพี่น้องของเขาที่ชื่อ Henry ก็ยอมรับไม่ได้กับการมองโลกในแง่ร้ายของแม่ของเขา , ในเดือนมีนาคม ปี 1944 , พี่น้องทั้ง 2 พบตัวเองอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกมาจากในฟาร์ม , Gein วิ่งออกไปเพื่อไปแจ้งตำรวจ และบอกกับตำรวจว่า , Henry หายตัวไป , แต่ก็พาตำรวจตรงไปยังศพของ Henry , ซึ่งในตอนนั้น แม้จะพบรอยถูกตีจนฟกช้ำ และ รอยตรงหลังศีรษะ 2 แห่ง แต่ตำรวจสันนิษฐานว่า เขาตายเพราะขาดอ๊อกซิเจนจากการติดอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงเป็นระยะเวลานาน และหลังจากนั้น Gein ก็อาศัยอย่กับแม่ของเขาเพียงลำพัง , แม่ของเขาได้เสียชีวิตภายหลังเพียงแค่ 2 ปี , ด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง บ่อยๆ



Gein มักจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์อย ู่บ่อยๆ รวมถึงหนังสือเกี่ยวกับนาซี , และมักคิดแต่เรื่อง sex ไม่จบสิ้น จนกระทั่งเขาได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเช้าวันหนึ่ง ถึงเรื่องที่มีผู้หญิงเสียชีวิตและได้ฝังศพในวันนั้น เขาตามเพื่อนชื่อ Gus มาและให้ช่วยขุดศพขึ้นมา ซึ่งก็ได้อ้างกับเพื่อนของเขาว่าเป็น "การทดลองทางการแพทย์" เขาทำอย่างนี้มาเป็นเวลาถึง 10 ปีกว่า ,โดยการอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อจะหาศพคนที่ยังใหม่ๆ , และไปขุดขึ้นมาจากหลุมฝังศพในเวลาช่วงเที่ยงคืน, การทดลองเกี่ยวกับศพคนของเขานั้นแปลกมาก , เขาทำ Furniture หลายอย่างจากศพของคน , จากกระดูก , จากผิวหนัง และเก็บอวัยวะภายในไว้ในตู้เย็น , และเขายังมีเพศสัมพันธุ์กับศพอีกด้วย , และถึงขนาดเคยขุดศพของแม่ของเขาเองขึ้นมาจากหลุมฝังศพด้วย สิ่งที่ Gein ไม่ได้บอกกับ Gus , ก็คือความใฝ่ฝันของเขาที่พอเขาโตขึ้น เขาจะสามารถเป็นผู้หญิงได้ , สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เขาทำได้ก็คือ , สวมชุดผู้หญิง ที่มีหน้ากาก , หน้าอกที่ทำจากผิวหนังของคนจริงๆ ทั้งหมด , ในภายหลัง Gus ได้ถูกเรียกออกไปที่หลุมหลบภัย , ซึ่ง Gein ก็ต้องอยู่คนเดียวอีกครั้ง , และเขาก็คิดได้ว่า , ศพคนที่สด / ใหม่กว่านี้ น่าจะดีกว่าในการเก็บเข้า Collection ของเขา , และหลังจากนี้ เขาจะกลายเป็นฆาตรกรที่ฆ่าคน 2 คน เหยื่อรายแรกของเขาเป็นผู้หญิงวัย 51 ปี ที่ทำงานอยู่ที่โรงเหล้า Pine Grove , ซึ่งห่างจากบ้านของเขา 6 ไมล์ , Gein ยิงเธอที่หัวในระยะเผาขนด้วยปืน rifle .22-caliber , และอีกศพหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน





การเข้าจับกุมของตำรวจ - ตำรวจได้รับรายงานเกี่ยวกับการหายตัวไปของผู้หญิงทั้ ง 2 คน ( อีกคนชื่อ Bernice Worden ) เมื่อ วันที่ 16 พฤษจิกายน 1957 , เมื่อตำรวจไปดูที่เกิดเหตุซึ่งเป็นกระท่อมภายในที่อยู่ของเขา , ตำรวจได้เจอสิ่งที่น่าสยดสยองอย่างแรกของเขาในคืนนั้น นั่นคือศพของ Bernice Worden นั่นเอง เธอถูกตัดศีรษะ และถูกห้อยโดยใช้เชือกมัดที่ขาแล้วห้อยหัวลงมา และรอยกรีดตั้งแต่อวัยวะเพศจนเกือบถึงคอ , โดยที่อวัยวะเพศ และ ทวารหนักนั้นหายไป ซึ่งในห้องที่ตำรวจพบศพ นั้น ดูเหมือนจะไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นปีๆ แล้ว และมีขยะอยู่เต็มห้อง





(สภาพศพที่เอามาทิ้ง) สิ่งที่ตำรวจตรวจพบ : - หัวมนุษย์ที่ทำเป็นหัวเตียงหลายหัวอยู่ในห้องนอน - ผิวหนังมนุษย์ทำเป็นที่บังตะเกียง และ นวมของเบาะที่ใช้นั่ง - กระโหลกมนุษย์ทำเป็นถ้วย Soup - กล่องบรรจุจมูกมนุษย์ซึ่งใส่อยู่เต็ม - หัวใจมนุษย์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นของ Bernice Worden ( ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า มันอยู่บนกระทะท้องแบนบนเตา ในขณะที่นักข่าวและช่างภาพ บอกว่ามันถูกเก็บไว้ในถุงกระดาษ ) - หน้ากากทำจากหนังมนุษย์เก็บไว้ในถุงกระดาษ - สร้อยคอทำจากริมฝีปากมนุษย์ - เสื้อกั๊ก ( Gein เรียกมันว่า mammary vest "เสื้อกล้ามเต้านม ?" ) ทำจากอวัยวะเพศผู้หญิงและหน้าอกผู้หญิงเย็บเข้าด้วยก ัน - และ Furniture , ของตกแต่งอื่นๆ ที่ทำจากแต่ละส่วนของร่างกายมนุษย์รวมถึงเข็มขัดทำจากหัวนม และสิ่งที่ Gein สร้างขึ้นอีกชิ้นก็คือ ตู้เสื้อผ้าทั้งตู้ที่ทำจากส่วนต่างๆ ของมนุษย์รวมกัน ซึ่งมีทั้งส่วนขา , ส่วนลำตัว และรวมถึงหน้าอก และหน้ากากหนังมนุษย์อีกหลายๆ อัน ซึ่ง Gein ได้ให้การกับตำรวจและรับสารภาพว่า เขาได้ขุดศพขึ้นมาและนำหนังมาฟอก จริง แต่ Gein ให้การว่า ไม่ได้มีเพศสัมพันธุ์กับศพโดยให้การว่า "มันมีกลิ่นเหม็นเกินไป" และ Gein ก็ได้สารภาพว่า เขาได้ยิง Mary Hogan เสียชีวิตจริง ( ที่ทำงานที่โรงเหล้า ) หลังจากที่แม่เขาเสียชีวิต , เขาตัดสินใจที่จะแปลงเพศ โดยเรื่องนี้มีการถกเถียงกันว่า เขาได้แปลงเพศจริงหรือไม่ แต่ด้วยความเห็นส่วนใหญ่บอกว่า , เขาได้สร้างชุดผู้หญิง เพื่อที่ว่าเขาจะได้เป็นเหมือนแม่ของเขา มากกว่าการแปลงเพศ ซึ่งหลังจากการพิจารณาคดี , Gein กลายเป็นคนไร้ความสามารถ ( คนบ้า ) ซึ่งแพทย์วินิฉัยว่าเขามีอาการทางจิตประสาทจริง และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงมีการสั่งยกฟ้อง และจากนั้น Gein ก็ใช้ชีวิตที่เหลือของเขาที่โรงพยาบาล





ความตายของ Ed Gein - ในวันที่ 26 กรกฏาคม 1984 , Gein ตายด้วยโรคหัวใจวายที่โรงพยาบาล Mendota ( ไม่ใช่ DotA นะเฟ้ย -*- ) , Mendota Mental Health Institute ใน Goodland Hall , ช่วงเวลาที่เขาเสียชีวิต , เขาสาปแช่งชื่อของแม่ของเขาและ บุคคลที่ไม่ทราบว่าเป็นใครชื่อ Anne หลุมศพของเขามักจะถูกแอบเอาเก็บกลับไปเป็นของที่ระลึกโดยการตัดออกมาเป็น ชิ้นเล็กๆ เป็นระยะเวลานาน ก่อนที่ หลุมศพทั้งหลุมจะถูกขโมยไปในปี 2000 , หลังจากนั้นหลุมศพถูกนำกลับมาได้ในเดือน มิถุนายน 2001 ใกล้ๆ กับรัฐ Seattle และตอนนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Wautoma, Wiscousin






แม้ จะพบศพเป็นจำนวนมากมายบ้านเขา แต่ตำรวจตั้งข้อหาฆ่าคนตายแค่สองศพ นั้นคือ นางมารี โฮแกน และ เบอร์นิซ วอร์เดน ซึ่งทั้งสองมีหน้าตาคล้ายแม่เขา และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสงสัยว่าเขาอาจเป็นคนสังหารพี่ชายของตัวเอง คนงานสองคนที่ทำงานฟาร์ม และเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวสองคน แต่ก็ไม่พบหลักฐานมัดตัวเขาได้ เอ็ด กีนจึงถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลบ้าชื่อเซนทรัล สเตท หลังจากแพทย์วินิจฉัยพบว่าเขาเป็นคนผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรง และต่อมาถูกย้ายไปรักษาตัวที่สถาบันวิจัยและดูแลคนป่วยทางจิตเมนโดด้าทั้ง ที่เขาก่อคดีฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมและน่ากลัวอย่างที่ไม่มีใครทำมาก่อน แต่คำให้การของคนที่ดูแลเขากลับบอกว่า เอ็ดเป็นคนเรียบร้อย สุภาพ ไม่ก้าวร้าวกับคนอื่น แต่เขามักพูดถึงความสุขที่เขาได้ฆ่าเหยื่อบ่อย ๆ

เวลาผ่านไป 10 ปี ศาลได้ตัดสินคดีของเขา ซึ่งผลคือ เอ็ด ผิดจริง แต่ทำไปเพราะอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพราะบ้า ดังนั้นเขาจึงถูกควบคุมตัวอยู่ที่เมนโดด้าจนวาระสุดท้ายของเขาในปี ค.ศ.1984 ด้วยโรคหัวใจ ด้วยวัย 77 ปี

และหลังจากนั้นบ้านสยองของเอ็ดถูกไฟไหม้หลังจากที่เขาติดคุก

จน กระทั้งนิตยสารไลฟ์และไทมส์ลงข่าวเกี่ยวกับตัวเขาและบ้านสยองขวัญ เรื่องของเอ็ด กีน โด่งดังไปทั่วจนกลายเป็นตำนานของวิสคอนซิน จนนักเขียนโรเบิร์ต บลอซ นำเรื่องราวของเขาไปเขียนเป็นนวนิยาย ในปี ค.ศ. 1960 และ นิยายดังกล่าวได้ถูกนำไปสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง ไซโค ที่กล่าวถึงและได้รับรางวัลมากมายเพราะเนื้อเรื่องแปลกใหม่ ที่สำคัญคือนางเอกตายต้นเรื่อง และโด่งดังจนเป็นต้นแบบภาพยนตร์แนวนี้ต่อมาอีกนับไม่ถ้วน

และเอ็ดเวิร์ด กีน ก็กลายเป็นฆาตกร ที่มีแฟนคลับมากที่สุดในโลก และมีร้านที่ขายสินค้าแนวนี้อีกนับไม่ถ้วนในอเมริกา ดินแดนที่มีการก่ออาชญากรรมมากที่สุดในโลก

แต่ เอ็ดไม่รับรู้อะไรแล้ว ร่างของเขายังสงบนิ่งในสุสาน เหลือไว้แต่ตำนานโหดและวิธีการเลี้ยงลูกที่ผิด ๆ ของ แม่ที่เคร่งศาสนาและต้องการให้เขาเป็นผู้หญิง

ตลอดชั่วกาลนาน...........................................

ส่วนนี่เป็น หนังที่สร้างจากชีวิต ของ เอ็ดดี้




Marduk - Wormwood (2009)

Marduk - Wormwood (2009)





Bitrate: 320 kbps
Gengre: Black Metal


line-up:

Morgan "Evil" Steinmeyer Hikansson - Guitars
Daniel "Mortuus" Rosten - Vocals
Magnus "Devo" Andersson - Bass
Lars Broddesson - Drums




Tracklist

01. Nowhere, No-One, Nothing
02. Funeral Dawn
03. This Fleshly Void
04. Unclosing The Curse
05. Into Utter Madness
06. Phosphorous Redeemer
07. To Redirect Perdition
08. nWhorecrown
09. Chorus Of Cracking Necks
10. As A Garment



D O W N L O A D 1


D O W N L O A D 2

Burzum - Svarte Dauen (Bootleg)2003

Burzum - Svarte Dauen (Bootleg)2003



Genre: Old School Norwegian True Black Metal
Country: Norway


T R A C K L I S T

1. Et Hvitt Lys Over Skogen
2. Once Emperor
3. Seven Harmonies Of The Unknown Truth

D O W N L O A D

เป็นงานบูตเลก นะครับ ลองฟังกันดู
Burzum - Hlidskjalf (1999)



Genre: Old School Norwegian True Black Metal
Country: Norway

T R A C K L I S T

1. Tuistos Herz
2. Der Tod Wuotans
3. Ansuzgardaraiw?
4. Die Liebe Ner?us'
5. Frij?s Einsames Trauern
6. Einf?hlungsverm?gen
7. Frij?s Goldene Tr?nen
8. Der Weinende Hadnur


D O W N L O A D

The Nightstalker (Richard Ramirez)


ริชาร์ด รามิเรซ
(Richard Ramirez)


ฆาตรโรคจิตนรกส่งมาเกิด แค่ตำรวจเผยแพร่ภาพคนร้ายออกไปในเดือนสิงหาคมของปี 1985 ลอสแองเจลิสแทบเกิดการจลาจลด้วยความตื่นตะหนก คนจำยวนมากเพิ่งพบว่าฆาตกรได้มาป้วนเปี้ยนแถวบ้านตนนานถึง 6 ปี กลอนประตู สัญญาณกันขโมย สุนัขเฝ้าบ้าน และปืน ต่างขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนเกลี้ยงตลาด
“ข้า อยากจะเหนี่ยวไกปืนยิงพวกมันที่หัว จะได้ดูพวกมันดิ้นรนกระเสือกกระสน หรือไม่ก็อยากจะใช้มีดเฉือน หรือแทงตามเนื้อตัวพวกมัน จากนั้นก็จะได้เฝ้ามองความทรมานจากใบหน้าที่ซีดเผือดของพวกมัน ข้าชื่นชมกับเลือดที่หลั่งไหล ตอนนั้นข้าบอกนังผู้หญิงคนหนึ่งที่กลัวจนลนลานให้ส่งเงินมาให้ข้าทั้งหมด เมื่อมันปฏิเสธ ข้ามีโมโหจนต้องแทงนังคนนั้น ก่อนที่จะใช้มีดแซะลูกนัตย์ตามันออกมาทั้งสองข้าง”
จากส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ของ ริชาร์ด รามิเรซ


"ไม่มีใครรู้หรอกว่า มันอยู่ที่ไหนและกำลังหมายหัวใครอยู่?"
ประชาชนคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า
"ผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร ผมกลัวจนหัวหดแล้ว รู้แต่ว่าถ้าได้ยินเสียงอะไรผิดปกตินอกบ้าน ผมคว้าปืนทันที ตำรวจช่วยเราไม่ทันหรอก"


ซาตานยามราตรี


ลอสแองเจลิส ปี
1985

เกิดการฆาตกรรมขึ้นในโรสมีด วันที่ 17 มีนาคม เหยื่อ มีสองรายเป็นหญิงสองคนถูกยิงในบ้านเช่าร่วมกัน คนหนึ่งชื่อ เดล โอ กาซากิ จากฮาวาย ถูกยิงแสกหน้าในห้องครัว ขณะที่เพื่อน มาเรีย เฮอร์นานเดซ กำลังกลับบ้าน ที่ซึ่งฆาตกรนั่งอยู่ข้างในพร้อมกับศพเพื่อนของเธอ เธอพบจากฆาตกรนั้น มาเรียถูกยิงล้มลง โชคดีกระสุนโดนลูกกุญแจในกระเป๋า จึงไม่ถึงตาย
ฆาตกรเดินมาหาเพื่อซ้ำให้ตาย เธอร้องขอชีวิต
เหลือเชื่อ ฆาตกรวิ่งหนีไป มันทำหมวกแก๊ปตกไว้ กระบังหมวกปักคำว่า AC/DC เป็นชื่อของวงดนตรีร็อกที่กำลังนิยมในสมัยนั้น
มาเรีย เฮอร์นานเดซรอดตายหวุดหวิด
และในคืนเดียวกันนั้นเอง ย้ำ......คืนเดียวกันนั้นเอง ซาเหลียน ลู นักศึกษากฎหมายถูกยิงตายในสวนสาธารณะมอนเทอเรย์
มันฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง
สิบ วันต่อมา วินเซนต์และแม็กซีน ซัซซาร่าถูกยิง มือปืนมันบุกไปในบ้าน วินเซนต์ถูกฆ่า ส่วนภรรยาถูกจับแก้เปลือย แทงด้วยมีด นัยน์ตาถูกควักออกมา มีรอยเท้าขนาดใหญ่ปรากฏนอกบ้าน เป็นรอยเท้าเดินป่า
หกสัปดาห์ตำรวจพบรอยเท้านี้อีกครั้งในสวนสาธารณะมอนเทอเรย์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม วิลเลียม โคอิถูกยิงที่ศีรษะ เขากระเสือกกระสนหาโทรศัพท์ แต่สิ้นใจลงตู้โทรศัพท์ซะก่อน
ตำรวจมั่นใจเลยว่า เหตุฆาตกรรมทั้งหมดเกิดจากฝีมือเพียงคนเดียว ดังนั้นหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจถูกตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะ
แต่พวกตำรวจรู้หรือไม่ว่าเขากำลังเจอฆาตกรต่อเนื่องที่ฉลาดและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาอีกคนหนึ่งแล้ว!
มันเริ่มออกปฏิบัติการอีกครั้งที่มอนโรเนีย
ในวันที่ 1 มิถุนายน หญิงวัยแปดสิบสามถูกยิงตาย คราวนี้มีร่องรอยใหม่ๆ เกิดขึ้น มันวาดสัญลักษณ์ของซาตานที่ต้นขาผู้ตายด้วยลิปสติก
วันที่ 27 มิถุนายน แบรตตี้ ฮิกกินส์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถูกพบเป็นศพในบ้านของตัวเอง คอถูกเชือดด้วยของมีคมจะเกือบขาด มีร่องรอยว่าเธอถูกทุบจนตายเหมือนเหยื่อรายอื่น
หลังจากนั้นอีก 4 วัน ในอาร์คาเดียเช่นเดิม แมรี่ แคนนอน คุณยายใจดีวัยเจ็ดสิบห้า ถูกเชือดคอ มีร่องรอยตบตีก่อนแทงด้วยมีด
แม้มีเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นนี้ แต่ตำรวจยังไม่ยอมรับกับสื่อมวลชนว่าฆาตกรโรคจิตกำลังออกมาเพ่งพ่านตามถนน
เหตุการณ์เลวร้ายยังดำเนินต่อไปในอาร์คาเดีย
วันที่ 7 กรกฎาคม มีการโจมตีเหยื่อ 2 รายซ้อนโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
ราย แรก จอยซ์ ลูซิล เนลสัน หญิงชรา เธอถูกทุบด้วยอาวุธทื่อๆ และรัดคอจนตาย และในคืนเดียวกันฆาตกรบุกบ้านหมายข่มขืนภรรยา แต่พยายามข่มขืนเธอแต่ไม่สำเร็จ
20 กรกฎาคม ฆาตกรย้ายแหล่งแหล่งปฏิบัติการไปที่ซัน แวลเลย์
แมกซ์และลีล่าถูกยิงตายบนเตียง แมกซ์ตายทันที แต่ลีล่าถูกเฉือนก่อนตายอย่างทารุณ
ขณะ ที่กำลังสอบสวนอยู่ที่เกิดเหตุ ตำรวจก็ได้รับการแจ้งเหตุร้ายอีกสถานที่หนึ่ง ครอบครัวโควานานท์ถูกโจมตี สามีถูกยิงตายบนเตียง ภรรยาและลูกวัยแปดขวบถูกฆาตกรจับข่มขื่นทั้งคู่
ตำรวจยังไม่ยอมรับว่า มีฆาตกรต่อเนื่องเกิดขึ้นแล้ว แต่กระนั้นก็ยังออกคำเตือนเป็นกลางๆ ว่า "ประชาชน ควรตระหนักในภัยที่อาจเกิดขึ้นยึดหลักความปลอดภัยเบื้องต้น ก่อนนอนควรสำรวจประตูหน้าต่างทุกบาน ควรปิดหน้าตางแม้อากาศจะร้อน การลงทุนติดเครื่องปรับอากาศก็นับว่าคุ้มค่า"

ฆ่าและก็ฆ่า
ในวันที่ 8 สิงหาคม เอลยาส อะโนวาตถูกฆ่าตายบนเตียง และภรรยาถูกทำร้ายและล่วงเกินทางเพศ โชคดีที่เธอรอดชีวิตมาได้ เธอกลายเป็นเงื่อนงำสำคัญที่สาวไปถึงฆาตกร เธอได้เล่าเรื่องให้ตำรวจฟังว่าโดนล่วงเกินทางเพศอย่างไรบ้าง และถูกมันบังคับให้สาบานต่อซาตานว่าไม่มีเงินสดติดบ้าน เธอให้รูปพรรณสัณฐานโดยละเอียดของคนร้ายว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาน่าสะพรึงกลัว ฟันผุดำ ผมหยิกหยอย รูปพรรณดังกล่าวตรงกับที่ตำรวจได้รับก่อนหน้า
ตำรวจเริ่มร่างสเก็ตช์คนร้ายตามคำบอกเล่า เชื่อว่ามันคือผู้กระทำการฆาตกรรมอย่างน้อย 14 ราย โจรกรรมนับครั้งไม่ถ้วน รวมไปถึงทำร้ายร่างกายและทำอนาจารทางเพศ
แต่ ตำรวจกลับไม่เอาภาพสเก็ตช์ ลงในสื่อให้ประชาชนรับทราบซะนี้ เนื่องจากกลัวว่าประชาชนจะแตกตื่นจนควบคุมไม่ได้ และต้องรอให้พวกตำรวจเตรียมความพร้อมให้เสร็จก่อน
และ เมื่อตำรวจเผยแพร่ภาพคนร้ายออกไปหลังจากนั้น ลอสแองเจลิสก็ตกอยู่ในสภาพจลาจล ความหวาดกลัวเริ่มซึมเข้ามาในห้องนอน แม้จะปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนาแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันอาจพังบ้านเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นสัญญาณกันขโมย หมาเฝ้าบ้าน ปืนจึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ชาวบ้านรวมตัวกันเป็นกลุ่มรักษาความปลอดภัยในละแวกของตน หน่วยอาสาสมัครเกิดขึ้นมากมายในหมู่บ้านนั้นๆ
"ผมซื้อกลอนประตูคิดประตูและหน้าต่างเพิ่มหลายชิ้น มันน่ากลัวมากจริงๆ ใครจะรู้เพื่อนบ้านที่ดูสงบเสงี่ยมอาจบุกเข้ามาฆ่าเราเมื่อไรก็ได้"


ตามรอยนักฆ่า


จากภาพร่างของฆาตกรที่ตำรวจแจกเผยแพร่ออกไป ส่งผลสะท้อนกลับมามากมายประชาชนพากันแจ้งข้อมูลกับตำรวจจนน่าตกใจ

"ใน 11 ปีที่ผมทำงานเป็นตำรวจ ผมไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อนเลย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่กลัว แต่พวกเขาเสียขวัญอย่างแรงเชียวแหละ"
ลอสแอ งเจลิสเริ่มเป็นที่ฆาตกรหากินกับเหยื่อมากเกินไปเสียแล้ว มันเริ่มลงมือยากขึ้น ประชาชนหูตาอย่างกับสับปะรด มันจึงต้องขยับแหล่งหากินไปทางเหนือของซานฟรานซิสโก และเริ่มลงมือปฏิบัติการต่อไป
ในคืนวันที่ 17 ฆาตกรพังบ้านของปีเตอร์และบาร์บาราแพน มันยิงศีรษะทั้งคู่ รื้อค้นบ้านกระจุยกระจาย มันเขียนผนังว่า "Jack The Knife" และสลักสัญลักษณ์ซาตาน
เพื่อน บ้านช็อก ไม่นึกว่าสาวกซาตานจะขยายปีกโอบคลุมถึงหมู่บ้านของตน ตำรวจบันทึกว่า สองสามีภรรยาเป็นคนตะวันออก ผู้ชายอายุราวหกสิบเก้าปี หญิงประมาณหกสิบสี่ปี ผู้ชายตายคาที่ ส่วนภรรยาตำรวจได้พาเธอส่งโรงพยาบาลท้องถิ่นในสภาพสาหัสแต่ก็รอดชีวิตมาได้ มีร่องรอยประตูหน้าถูกเปิด
หลังจากชันสูตร ตำรวจยืนยันว่า ปืน.22 ที่ยิงสองสามีภรรยาเป็นกระบอกเดียวกับของฆาตกรที่ใช้ในลอสแองเจลิส
นั้นแปลว่าฆาตกรได้ย้ายแหล่งทำมาหากินที่ซานฟรานซิสโกแล้ว!
เทศมนตรีไดแอน ไฟน์สไตน์ประกาศให้รางวัล 250,000 บาทแก่คนที่สามารถแจ้งเบาะแสฆาตกรโฉดได้
"มันอาจจะอยู่ข้างๆ คุณ รอเวลามืด ฆ่าและฆ่า"
บัด นี้ซานฟรานซิสโกเริ่มตกอยู่ในภาวะตื่นกลัวเช่นเดียวกับลอสแองเจลิส และฆาตกรยังเต็มไปด้วยแรงกระหายที่จะฆ่าครั้งแล้วครั้งเล่า มันเริ่มย้ายถิ่นอีกครั้งมันเคลื่อนไปที่ซึ่งประชาชนยังไม่ได้ระมัดระวังตัว


รอยนิ้วมือไขปริศนา


โชคดีที่เหยื่อรายล่าสุดไม่ตายและเห็นฆาตกรชัดเจน เธอเห็นมันขับรถโตโยต้าสีเหลืองหนีหายไป และมีพลเมืองดีแจ้งมาว่าพบรถคันดังกล่าวขับวนเวียนในลักษณะน่าสงสัย ตำรวจพบรถคันนั้นในอีกสองวันต่อมา มันจอดทิ้งไว้แถวแรมพาร์ต

ตำรวจ ใช่เทคนิคพิเศษหารอยนิ้วมือคนร้าย โดยนำกาวชนิดพิเศษไปวางให้ระเหยเป็นไอในรถที่ปิดสนิท ไอระเหยจับเคลือบพื้นผิวทุกแห่งให้กลายเป็นสีขาว จากนั้นก็ใช่แสงเลเซอร์ไล่อ่านร่องรอยลายนิ้วมือทีละรอย สแกนภาพเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เก็บไว้ และนำไปเปรียบเทียบกับแฟ้มอาชญากรรมที่มี
ด้วย ความสามารถของคอมพิวเตอร์ มันจำแนกแยกแยะรอยนิ้วมือนับล้านที่อยู่ในแฟ้มอาชญากรรมอย่างรวดเร็ว ตำรวจได้รายชื่ออาชญากรรมได้อย่างรวดเร็ว ตำรวจได้ชื่ออาชญากรจำนวนสิบรายที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุมากที่สุด จนกระทั้งพบประวัติของคนๆ ที่ใกล้เคียงกับรอยนิ้วมือมากที่สุด และเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับแรก
เขาคือ ริชาร์ด รามิเรซ
ตำรวจต้องส่งภาพของริชาร์ด รามิเรซให้สื่อมวลชน และเพียงอีกชั่วโมงถัดมา ภาพนั้นก็ได้ปรากฏในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ


ริชาร์ด รามิเรซ


ริชาร์ด รามิเรซ เกิดที่เอล ปาโซในเท็กซัส เมื่อวันที่
26 กุมภาพันธ์ 1960 ในดินแดนที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ขบการค้าของเถื่อน ยาเสพย์ติด ฯลฯ

ในช่วงชีวิตของรามิเรซเ ป็นพวกขี้ยาขี้ขโมย มีชื่อในวงการว่า "ริกกี้ เดอะ เคลปโต" ตำรวจแถวนั้นจับริกกี้เข้าสถานแรกรับจนเอือมระอา จึงไม่น่าแปลกในอย่างใดที่เขาจะกลายเป็นฆาตกรโหดในเวลาต่อมา
หลังจากอพยพมาอยู่ในลอสแองเจลิส ริชาร์ด รามิเรซถูกจับอีก 2 ครั้งในข้อหาขโมยรถยนต์ และที่นั้นเองที่ทำให้ตำรวจท้องถิ่นมีลายนิ้วมือและประวัติอาชญากรของเขา

การจับกุม

คืน ที่ตำรวจส่งภาพอาชญากรให้ผุ้สื่อข่าวนั้น ริชาร์ดกำลังนั่งรถกลับจากอะริโซน่าหลังจากเสพโคเคนเข้าไปงืดใหญ่ ช่วงนั้นเขาไม่รู้ตัวเลยว่าถูกตำรวจหมายหัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขากลับลอสแองเจลิสอย่างสบายใจด้วยรถประจำทางเกรย์เฮานด์ ในชุดโปรด ทีเชิ้ตและยีนสีดำ ถึงสถานีเวลาแปดโมงเช้าของวันที่
13 สิงหาคม จากนั้นก็ต่อรถไปยังมอนเทอเรย์พาร์ค เดินเข้าไปร้านขายของชำ เมื่อเดินไปที่หน้าร้านก็ตกใจเมื่อเห็นภาพตัวเองหราบนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ หันเห็นคนรอบข้างกำลังจ้องหน้าและพูดบอกต่อๆ กันด้วยเสียงอันดัง

รามิเรซวิ่งตาเหลือกออกจากร้านคนพากันวิ่งตาม เขาวิ่งไปไกลถึง 2 ไมล์ จนเหนื่อยอ่อน จึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการหลบหนีโดยดึงผู้หญิงออกจากรถเพื่อแย่งรถ แต่คนที่ผ่านมาเห็นเข้าจึงขัดขวาง เขากระโดดข้ามรั้ว แย่งรถมัสแตงแต่กับถูกเจ้าของรถตีด้วยชะแลงเหล็ก
เขา พยายามชิงรถคนอื่นอีก ฝูงชนเริ่มโอบล้อมไว้ทุกทิศทุกทาง รามิเรซสู้เหมือนหมาบ้าจนกระทั้งตำรวจมาถึง เขามีท่าทางดีใจ ตะโกณเป็นภาษาสเปนว่า "โชคดี ตำรวจมาแล้ว" เพราะรู้ดีว่าถ้าตำรวจมาช้าเขาต้องตายคาใต้ฝ่าเท้าชาวบ้านนับร้อยเป็นแน่
หลังจากที่ริชาร์ด รามิเรซถูกจับกุม นักล่ายามราตรีก็หายไป เหมือนบอกเป็นนัยว่าตำรวจเดินมาถูกทางแล้ว
รามิเรซพูดกับตำรวจว่า "ฆ่าผม ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ฆ่าผมเถอะ"
ฝูงชนต่างแห่กันมาที่สถานีตำรวจ ต่างคนต่างอ้างมีส่วนในการจับกุมรามิเรซ นั้นก็แปลว่าเงินรางวัลนำจับท่ตั้งเอาไว้ได้พุ่งสูงถึง 1,750,000 บาทจะต้องแบ่งกันถ้วนหน้า
ต่อมารามิเรซโดยการคุ้มกันของตำรวจ 50 นาย ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำท้องถิ่น รามิเรซพูดกับผู้สื่อขาวว่า "ผมต้องการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าดีกว่าชาวบ้านฆ่าบนถนน"
หลายสัปดาห์ต่อมา นักฆ่ายามราตรีสารภาพกับผู้สื่อข่าวว่า "ผมชอบฆ่าคน ผมชอบดูพวกเขาค่อยๆ ตาย ผมชอบคาวเลือด"
จากการสอบสวน ตำรวจตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 20 ศพ พยายามฆ่า 5 ครั้ง ลักพาตัว 2 ครั้ง ลักขโมย 15 ครั้ง ปล้นทรัพย์ 6 ครั้ง ทำอนาจารอีก 15 ครั้ง
แต่ ถ้าปราศจากอาวุธของกลาง ตำรวจก็ยากจะทำให้คดีนี้สิ้นสุดได้ จากการสอบสวนพบว่า มีคนเห็นรามิเรซโยนปืนทิ้งในขณะหลบหนีจากการจับกุม และมีคนเก็บไป ตำรวจออกประกาศขอร้องให้ผู้ที่เก็บได้นำมาคืน จนถึงต้องตั้งรางวัลตอบแทนการให้ความร่วมมือ 125,000 บาท แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครนำปืนมาคืนจนถึงวันพิจารณาโทษ

การพิจารณาคดี

เนื่องจากข้อกล่าวหามีมากมาย ตำรวจต้องใช้เวลาถึง
2 ปีเพื่อรวบรวมหลักฐานและพยาน การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1987 และคดีเลื่อนต่อไปอีก 2 ปี ด้วยคำร้องทางกฎหมายทั้งอัยกรและจำเลย รามิเรซกลับคำให้การจากรับสารภาพเป็นปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหาทั้งหมด เขายื่นคำร้องขอเปลี่ยนทนายทั้งชุดด้วยเหตุผลที่ว่าทนายไม่จริงใจ รอกจากนี้รมิเรซยังเปลี่ยนวิธีการแต่งกายจากกุ๊ยชุดดำเป็นสูทสะอาดสะอ้าน หวีผมเรียบแปล้ จนคณะลูกขุนชักลังเลที่จะเชื่อว่าชายหนุ่มท่าทางดีคนนี้จะเป็นฆาตกรอำมหิต ได้

และแล้วในวันที่ 29 มกราคม 1989 การ พิจารณาคดีก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ริชาร์ด รามิเรซกรอฟันและซ่อมฟังใหม่สะอาดสะอ้าน เขาปฏิเสธที่จะสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า (เป็นธรรมเนียมในศาล แต่ของไทยจะเป็นพระมหากษัตริย์) และไม่ให้ควมสนใจต่อการพิจารณาคดีมากนัก
ทนายจำเลยพยายามชักจูงลูกขุนเชื่อว่า ริชาร์ด รามิเรซ เป็นบุคคลที่น่าสงสาร ถูกครอบงำโดยวาตาน ไม่อาจช่วยตนเองได้
"หากจำเลยต้องโทษประหาร เขาก็จะไม่มีโอกาสเห็นดิสนีย์แลนด์อีกครั้ง" ทนายความสรุปแบบติดตลก
คำ ให้การของรามิเรซในศาลมักพาดพิงถึงซาตาน บางครั้งเขาทำเครื่องหมายซาตานที่ฝ่ามือและกางให้ผู้สื่อข่าวดู เขาพูดว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เพราะเขาเป็นบุตรของซาตาน
พยานบางคนให้การว่า หมวก AC/DC ที่เขาสวมอยู่เสมอน่ามาจากคำย่อจาก "Anti-Christ, Devill,S Child" มันมีความหมายว่า "ต่อต้านพระคริสต์, บุตรซาตาน"
และในวันที 20 กันยายน 1989 คณะลูกขุนก็ได้พร้อมใจกันลงความเห็นว่า ริชาร์ด รามิเรซมีความผิดตามข้อกล่าวหา
ศาลจึงได้พิจารณาคดีโดยจำคุกตลอดชีวิต 13 ครั้ง หมายความว่า แม้ได้รับการอภัยโทษครั้งที่ 1 ก็ยังต้องจองจำจนกว่าครบ 13 ครั้ง เรียกว่าติดคุกแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
สิ้นสุดกันที..... "นักล่ายามราตรี"


ก่อนจบ

นี้คือหนึ่งในสองที่ฆาตกรเขียนผู้เขียนปวดหัวมากที่สุด ไม่ใช้ที่งานเขียน แต่เป็นข้อมูลคือผลการตัดสินของศาล ใน หนังสือของสรจักรบอกว่าจำคุกตลอดชีวิต แต่ของแพทย์หญิงพรทิพย์เขียนว่าประหารชีวิต ผู้เขียนจึงต้องค้นในเว็บไซต์อีกทีว่า เขาจำคุกตลอดชีวิตครับ

6 6 6 satan was here

6 6 6
Satan
Was
Here !