ฆาตรโรคจิตนรกส่งมาเกิด แค่ตำรวจเผยแพร่ภาพคนร้ายออกไปในเดือนสิงหาคมของปี 1985 ลอสแองเจลิสแทบเกิดการจลาจลด้วยความตื่นตะหนก คนจำยวนมากเพิ่งพบว่าฆาตกรได้มาป้วนเปี้ยนแถวบ้านตนนานถึง 6 ปี กลอนประตู สัญญาณกันขโมย สุนัขเฝ้าบ้าน และปืน ต่างขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนเกลี้ยงตลาด
“ข้า อยากจะเหนี่ยวไกปืนยิงพวกมันที่หัว จะได้ดูพวกมันดิ้นรนกระเสือกกระสน หรือไม่ก็อยากจะใช้มีดเฉือน หรือแทงตามเนื้อตัวพวกมัน จากนั้นก็จะได้เฝ้ามองความทรมานจากใบหน้าที่ซีดเผือดของพวกมัน ข้าชื่นชมกับเลือดที่หลั่งไหล ตอนนั้นข้าบอกนังผู้หญิงคนหนึ่งที่กลัวจนลนลานให้ส่งเงินมาให้ข้าทั้งหมด เมื่อมันปฏิเสธ ข้ามีโมโหจนต้องแทงนังคนนั้น ก่อนที่จะใช้มีดแซะลูกนัตย์ตามันออกมาทั้งสองข้าง”
จากส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ของ ริชาร์ด รามิเรซ
"ไม่มีใครรู้หรอกว่า มันอยู่ที่ไหนและกำลังหมายหัวใครอยู่?"
ประชาชนคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า
"ผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร ผมกลัวจนหัวหดแล้ว รู้แต่ว่าถ้าได้ยินเสียงอะไรผิดปกตินอกบ้าน ผมคว้าปืนทันที ตำรวจช่วยเราไม่ทันหรอก"
ซาตานยามราตรี

ลอสแองเจลิส ปี 1985
เกิดการฆาตกรรมขึ้นในโรสมีด วันที่ 17 มีนาคม เหยื่อ มีสองรายเป็นหญิงสองคนถูกยิงในบ้านเช่าร่วมกัน คนหนึ่งชื่อ เดล โอ กาซากิ จากฮาวาย ถูกยิงแสกหน้าในห้องครัว ขณะที่เพื่อน มาเรีย เฮอร์นานเดซ กำลังกลับบ้าน ที่ซึ่งฆาตกรนั่งอยู่ข้างในพร้อมกับศพเพื่อนของเธอ เธอพบจากฆาตกรนั้น มาเรียถูกยิงล้มลง โชคดีกระสุนโดนลูกกุญแจในกระเป๋า จึงไม่ถึงตาย
ฆาตกรเดินมาหาเพื่อซ้ำให้ตาย เธอร้องขอชีวิต
เหลือเชื่อ ฆาตกรวิ่งหนีไป มันทำหมวกแก๊ปตกไว้ กระบังหมวกปักคำว่า AC/DC เป็นชื่อของวงดนตรีร็อกที่กำลังนิยมในสมัยนั้น
มาเรีย เฮอร์นานเดซรอดตายหวุดหวิด
และในคืนเดียวกันนั้นเอง ย้ำ......คืนเดียวกันนั้นเอง ซาเหลียน ลู นักศึกษากฎหมายถูกยิงตายในสวนสาธารณะมอนเทอเรย์
มันฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง
สิบ วันต่อมา วินเซนต์และแม็กซีน ซัซซาร่าถูกยิง มือปืนมันบุกไปในบ้าน วินเซนต์ถูกฆ่า ส่วนภรรยาถูกจับแก้เปลือย แทงด้วยมีด นัยน์ตาถูกควักออกมา มีรอยเท้าขนาดใหญ่ปรากฏนอกบ้าน เป็นรอยเท้าเดินป่า
หกสัปดาห์ตำรวจพบรอยเท้านี้อีกครั้งในสวนสาธารณะมอนเทอเรย์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม วิลเลียม โคอิถูกยิงที่ศีรษะ เขากระเสือกกระสนหาโทรศัพท์ แต่สิ้นใจลงตู้โทรศัพท์ซะก่อน
ตำรวจมั่นใจเลยว่า เหตุฆาตกรรมทั้งหมดเกิดจากฝีมือเพียงคนเดียว ดังนั้นหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจถูกตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะ
แต่พวกตำรวจรู้หรือไม่ว่าเขากำลังเจอฆาตกรต่อเนื่องที่ฉลาดและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาอีกคนหนึ่งแล้ว!
มันเริ่มออกปฏิบัติการอีกครั้งที่มอนโรเนีย
ในวันที่ 1 มิถุนายน หญิงวัยแปดสิบสามถูกยิงตาย คราวนี้มีร่องรอยใหม่ๆ เกิดขึ้น มันวาดสัญลักษณ์ของซาตานที่ต้นขาผู้ตายด้วยลิปสติก
วันที่ 27 มิถุนายน แบรตตี้ ฮิกกินส์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถูกพบเป็นศพในบ้านของตัวเอง คอถูกเชือดด้วยของมีคมจะเกือบขาด มีร่องรอยว่าเธอถูกทุบจนตายเหมือนเหยื่อรายอื่น
หลังจากนั้นอีก 4 วัน ในอาร์คาเดียเช่นเดิม แมรี่ แคนนอน คุณยายใจดีวัยเจ็ดสิบห้า ถูกเชือดคอ มีร่องรอยตบตีก่อนแทงด้วยมีด
แม้มีเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นนี้ แต่ตำรวจยังไม่ยอมรับกับสื่อมวลชนว่าฆาตกรโรคจิตกำลังออกมาเพ่งพ่านตามถนน
เหตุการณ์เลวร้ายยังดำเนินต่อไปในอาร์คาเดีย
วันที่ 7 กรกฎาคม มีการโจมตีเหยื่อ 2 รายซ้อนโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
ราย แรก จอยซ์ ลูซิล เนลสัน หญิงชรา เธอถูกทุบด้วยอาวุธทื่อๆ และรัดคอจนตาย และในคืนเดียวกันฆาตกรบุกบ้านหมายข่มขืนภรรยา แต่พยายามข่มขืนเธอแต่ไม่สำเร็จ
20 กรกฎาคม ฆาตกรย้ายแหล่งแหล่งปฏิบัติการไปที่ซัน แวลเลย์
แมกซ์และลีล่าถูกยิงตายบนเตียง แมกซ์ตายทันที แต่ลีล่าถูกเฉือนก่อนตายอย่างทารุณ
ขณะ ที่กำลังสอบสวนอยู่ที่เกิดเหตุ ตำรวจก็ได้รับการแจ้งเหตุร้ายอีกสถานที่หนึ่ง ครอบครัวโควานานท์ถูกโจมตี สามีถูกยิงตายบนเตียง ภรรยาและลูกวัยแปดขวบถูกฆาตกรจับข่มขื่นทั้งคู่
ตำรวจยังไม่ยอมรับว่า มีฆาตกรต่อเนื่องเกิดขึ้นแล้ว แต่กระนั้นก็ยังออกคำเตือนเป็นกลางๆ ว่า "ประชาชน ควรตระหนักในภัยที่อาจเกิดขึ้นยึดหลักความปลอดภัยเบื้องต้น ก่อนนอนควรสำรวจประตูหน้าต่างทุกบาน ควรปิดหน้าตางแม้อากาศจะร้อน การลงทุนติดเครื่องปรับอากาศก็นับว่าคุ้มค่า"
ฆ่าและก็ฆ่า
ในวันที่ 8 สิงหาคม เอลยาส อะโนวาตถูกฆ่าตายบนเตียง และภรรยาถูกทำร้ายและล่วงเกินทางเพศ โชคดีที่เธอรอดชีวิตมาได้ เธอกลายเป็นเงื่อนงำสำคัญที่สาวไปถึงฆาตกร เธอได้เล่าเรื่องให้ตำรวจฟังว่าโดนล่วงเกินทางเพศอย่างไรบ้าง และถูกมันบังคับให้สาบานต่อซาตานว่าไม่มีเงินสดติดบ้าน เธอให้รูปพรรณสัณฐานโดยละเอียดของคนร้ายว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาน่าสะพรึงกลัว ฟันผุดำ ผมหยิกหยอย รูปพรรณดังกล่าวตรงกับที่ตำรวจได้รับก่อนหน้า
ตำรวจเริ่มร่างสเก็ตช์คนร้ายตามคำบอกเล่า เชื่อว่ามันคือผู้กระทำการฆาตกรรมอย่างน้อย 14 ราย โจรกรรมนับครั้งไม่ถ้วน รวมไปถึงทำร้ายร่างกายและทำอนาจารทางเพศ
แต่ ตำรวจกลับไม่เอาภาพสเก็ตช์ ลงในสื่อให้ประชาชนรับทราบซะนี้ เนื่องจากกลัวว่าประชาชนจะแตกตื่นจนควบคุมไม่ได้ และต้องรอให้พวกตำรวจเตรียมความพร้อมให้เสร็จก่อน
และ เมื่อตำรวจเผยแพร่ภาพคนร้ายออกไปหลังจากนั้น ลอสแองเจลิสก็ตกอยู่ในสภาพจลาจล ความหวาดกลัวเริ่มซึมเข้ามาในห้องนอน แม้จะปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนาแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันอาจพังบ้านเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นสัญญาณกันขโมย หมาเฝ้าบ้าน ปืนจึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ชาวบ้านรวมตัวกันเป็นกลุ่มรักษาความปลอดภัยในละแวกของตน หน่วยอาสาสมัครเกิดขึ้นมากมายในหมู่บ้านนั้นๆ
"ผมซื้อกลอนประตูคิดประตูและหน้าต่างเพิ่มหลายชิ้น มันน่ากลัวมากจริงๆ ใครจะรู้เพื่อนบ้านที่ดูสงบเสงี่ยมอาจบุกเข้ามาฆ่าเราเมื่อไรก็ได้"
ตามรอยนักฆ่า

จากภาพร่างของฆาตกรที่ตำรวจแจกเผยแพร่ออกไป ส่งผลสะท้อนกลับมามากมายประชาชนพากันแจ้งข้อมูลกับตำรวจจนน่าตกใจ
"ใน 11 ปีที่ผมทำงานเป็นตำรวจ ผมไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อนเลย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่กลัว แต่พวกเขาเสียขวัญอย่างแรงเชียวแหละ"
ลอสแอ งเจลิสเริ่มเป็นที่ฆาตกรหากินกับเหยื่อมากเกินไปเสียแล้ว มันเริ่มลงมือยากขึ้น ประชาชนหูตาอย่างกับสับปะรด มันจึงต้องขยับแหล่งหากินไปทางเหนือของซานฟรานซิสโก และเริ่มลงมือปฏิบัติการต่อไป
ในคืนวันที่ 17 ฆาตกรพังบ้านของปีเตอร์และบาร์บาราแพน มันยิงศีรษะทั้งคู่ รื้อค้นบ้านกระจุยกระจาย มันเขียนผนังว่า "Jack The Knife" และสลักสัญลักษณ์ซาตาน
เพื่อน บ้านช็อก ไม่นึกว่าสาวกซาตานจะขยายปีกโอบคลุมถึงหมู่บ้านของตน ตำรวจบันทึกว่า สองสามีภรรยาเป็นคนตะวันออก ผู้ชายอายุราวหกสิบเก้าปี หญิงประมาณหกสิบสี่ปี ผู้ชายตายคาที่ ส่วนภรรยาตำรวจได้พาเธอส่งโรงพยาบาลท้องถิ่นในสภาพสาหัสแต่ก็รอดชีวิตมาได้ มีร่องรอยประตูหน้าถูกเปิด
หลังจากชันสูตร ตำรวจยืนยันว่า ปืน.22 ที่ยิงสองสามีภรรยาเป็นกระบอกเดียวกับของฆาตกรที่ใช้ในลอสแองเจลิส
นั้นแปลว่าฆาตกรได้ย้ายแหล่งทำมาหากินที่ซานฟรานซิสโกแล้ว!
เทศมนตรีไดแอน ไฟน์สไตน์ประกาศให้รางวัล 250,000 บาทแก่คนที่สามารถแจ้งเบาะแสฆาตกรโฉดได้
"มันอาจจะอยู่ข้างๆ คุณ รอเวลามืด ฆ่าและฆ่า"
บัด นี้ซานฟรานซิสโกเริ่มตกอยู่ในภาวะตื่นกลัวเช่นเดียวกับลอสแองเจลิส และฆาตกรยังเต็มไปด้วยแรงกระหายที่จะฆ่าครั้งแล้วครั้งเล่า มันเริ่มย้ายถิ่นอีกครั้งมันเคลื่อนไปที่ซึ่งประชาชนยังไม่ได้ระมัดระวังตัว
รอยนิ้วมือไขปริศนา
โชคดีที่เหยื่อรายล่าสุดไม่ตายและเห็นฆาตกรชัดเจน เธอเห็นมันขับรถโตโยต้าสีเหลืองหนีหายไป และมีพลเมืองดีแจ้งมาว่าพบรถคันดังกล่าวขับวนเวียนในลักษณะน่าสงสัย ตำรวจพบรถคันนั้นในอีกสองวันต่อมา มันจอดทิ้งไว้แถวแรมพาร์ต
ตำรวจ ใช่เทคนิคพิเศษหารอยนิ้วมือคนร้าย โดยนำกาวชนิดพิเศษไปวางให้ระเหยเป็นไอในรถที่ปิดสนิท ไอระเหยจับเคลือบพื้นผิวทุกแห่งให้กลายเป็นสีขาว จากนั้นก็ใช่แสงเลเซอร์ไล่อ่านร่องรอยลายนิ้วมือทีละรอย สแกนภาพเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เก็บไว้ และนำไปเปรียบเทียบกับแฟ้มอาชญากรรมที่มี
ด้วย ความสามารถของคอมพิวเตอร์ มันจำแนกแยกแยะรอยนิ้วมือนับล้านที่อยู่ในแฟ้มอาชญากรรมอย่างรวดเร็ว ตำรวจได้รายชื่ออาชญากรรมได้อย่างรวดเร็ว ตำรวจได้ชื่ออาชญากรจำนวนสิบรายที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุมากที่สุด จนกระทั้งพบประวัติของคนๆ ที่ใกล้เคียงกับรอยนิ้วมือมากที่สุด และเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับแรก
เขาคือ ริชาร์ด รามิเรซ
ตำรวจต้องส่งภาพของริชาร์ด รามิเรซให้สื่อมวลชน และเพียงอีกชั่วโมงถัดมา ภาพนั้นก็ได้ปรากฏในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
ริชาร์ด รามิเรซ

ริชาร์ด รามิเรซ เกิดที่เอล ปาโซในเท็กซัส เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1960 ในดินแดนที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ขบการค้าของเถื่อน ยาเสพย์ติด ฯลฯ
ในช่วงชีวิตของรามิเรซเ ป็นพวกขี้ยาขี้ขโมย มีชื่อในวงการว่า "ริกกี้ เดอะ เคลปโต" ตำรวจแถวนั้นจับริกกี้เข้าสถานแรกรับจนเอือมระอา จึงไม่น่าแปลกในอย่างใดที่เขาจะกลายเป็นฆาตกรโหดในเวลาต่อมา
หลังจากอพยพมาอยู่ในลอสแองเจลิส ริชาร์ด รามิเรซถูกจับอีก 2 ครั้งในข้อหาขโมยรถยนต์ และที่นั้นเองที่ทำให้ตำรวจท้องถิ่นมีลายนิ้วมือและประวัติอาชญากรของเขา
การจับกุม

คืน ที่ตำรวจส่งภาพอาชญากรให้ผุ้สื่อข่าวนั้น ริชาร์ดกำลังนั่งรถกลับจากอะริโซน่าหลังจากเสพโคเคนเข้าไปงืดใหญ่ ช่วงนั้นเขาไม่รู้ตัวเลยว่าถูกตำรวจหมายหัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขากลับลอสแองเจลิสอย่างสบายใจด้วยรถประจำทางเกรย์เฮานด์ ในชุดโปรด ทีเชิ้ตและยีนสีดำ ถึงสถานีเวลาแปดโมงเช้าของวันที่ 13 สิงหาคม จากนั้นก็ต่อรถไปยังมอนเทอเรย์พาร์ค เดินเข้าไปร้านขายของชำ เมื่อเดินไปที่หน้าร้านก็ตกใจเมื่อเห็นภาพตัวเองหราบนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ หันเห็นคนรอบข้างกำลังจ้องหน้าและพูดบอกต่อๆ กันด้วยเสียงอันดัง
รามิเรซวิ่งตาเหลือกออกจากร้านคนพากันวิ่งตาม เขาวิ่งไปไกลถึง 2 ไมล์ จนเหนื่อยอ่อน จึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการหลบหนีโดยดึงผู้หญิงออกจากรถเพื่อแย่งรถ แต่คนที่ผ่านมาเห็นเข้าจึงขัดขวาง เขากระโดดข้ามรั้ว แย่งรถมัสแตงแต่กับถูกเจ้าของรถตีด้วยชะแลงเหล็ก
เขา พยายามชิงรถคนอื่นอีก ฝูงชนเริ่มโอบล้อมไว้ทุกทิศทุกทาง รามิเรซสู้เหมือนหมาบ้าจนกระทั้งตำรวจมาถึง เขามีท่าทางดีใจ ตะโกณเป็นภาษาสเปนว่า "โชคดี ตำรวจมาแล้ว" เพราะรู้ดีว่าถ้าตำรวจมาช้าเขาต้องตายคาใต้ฝ่าเท้าชาวบ้านนับร้อยเป็นแน่
หลังจากที่ริชาร์ด รามิเรซถูกจับกุม นักล่ายามราตรีก็หายไป เหมือนบอกเป็นนัยว่าตำรวจเดินมาถูกทางแล้ว
รามิเรซพูดกับตำรวจว่า "ฆ่าผม ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ฆ่าผมเถอะ"
ฝูงชนต่างแห่กันมาที่สถานีตำรวจ ต่างคนต่างอ้างมีส่วนในการจับกุมรามิเรซ นั้นก็แปลว่าเงินรางวัลนำจับท่ตั้งเอาไว้ได้พุ่งสูงถึง 1,750,000 บาทจะต้องแบ่งกันถ้วนหน้า
ต่อมารามิเรซโดยการคุ้มกันของตำรวจ 50 นาย ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำท้องถิ่น รามิเรซพูดกับผู้สื่อขาวว่า "ผมต้องการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าดีกว่าชาวบ้านฆ่าบนถนน"
หลายสัปดาห์ต่อมา นักฆ่ายามราตรีสารภาพกับผู้สื่อข่าวว่า "ผมชอบฆ่าคน ผมชอบดูพวกเขาค่อยๆ ตาย ผมชอบคาวเลือด"
จากการสอบสวน ตำรวจตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 20 ศพ พยายามฆ่า 5 ครั้ง ลักพาตัว 2 ครั้ง ลักขโมย 15 ครั้ง ปล้นทรัพย์ 6 ครั้ง ทำอนาจารอีก 15 ครั้ง
แต่ ถ้าปราศจากอาวุธของกลาง ตำรวจก็ยากจะทำให้คดีนี้สิ้นสุดได้ จากการสอบสวนพบว่า มีคนเห็นรามิเรซโยนปืนทิ้งในขณะหลบหนีจากการจับกุม และมีคนเก็บไป ตำรวจออกประกาศขอร้องให้ผู้ที่เก็บได้นำมาคืน จนถึงต้องตั้งรางวัลตอบแทนการให้ความร่วมมือ 125,000 บาท แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครนำปืนมาคืนจนถึงวันพิจารณาโทษ
การพิจารณาคดี

เนื่องจากข้อกล่าวหามีมากมาย ตำรวจต้องใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อรวบรวมหลักฐานและพยาน การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1987 และคดีเลื่อนต่อไปอีก 2 ปี ด้วยคำร้องทางกฎหมายทั้งอัยกรและจำเลย รามิเรซกลับคำให้การจากรับสารภาพเป็นปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหาทั้งหมด เขายื่นคำร้องขอเปลี่ยนทนายทั้งชุดด้วยเหตุผลที่ว่าทนายไม่จริงใจ รอกจากนี้รมิเรซยังเปลี่ยนวิธีการแต่งกายจากกุ๊ยชุดดำเป็นสูทสะอาดสะอ้าน หวีผมเรียบแปล้ จนคณะลูกขุนชักลังเลที่จะเชื่อว่าชายหนุ่มท่าทางดีคนนี้จะเป็นฆาตกรอำมหิต ได้
และแล้วในวันที่ 29 มกราคม 1989 การ พิจารณาคดีก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ริชาร์ด รามิเรซกรอฟันและซ่อมฟังใหม่สะอาดสะอ้าน เขาปฏิเสธที่จะสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า (เป็นธรรมเนียมในศาล แต่ของไทยจะเป็นพระมหากษัตริย์) และไม่ให้ควมสนใจต่อการพิจารณาคดีมากนัก
ทนายจำเลยพยายามชักจูงลูกขุนเชื่อว่า ริชาร์ด รามิเรซ เป็นบุคคลที่น่าสงสาร ถูกครอบงำโดยวาตาน ไม่อาจช่วยตนเองได้
"หากจำเลยต้องโทษประหาร เขาก็จะไม่มีโอกาสเห็นดิสนีย์แลนด์อีกครั้ง" ทนายความสรุปแบบติดตลก
คำ ให้การของรามิเรซในศาลมักพาดพิงถึงซาตาน บางครั้งเขาทำเครื่องหมายซาตานที่ฝ่ามือและกางให้ผู้สื่อข่าวดู เขาพูดว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เพราะเขาเป็นบุตรของซาตาน
พยานบางคนให้การว่า หมวก AC/DC ที่เขาสวมอยู่เสมอน่ามาจากคำย่อจาก "Anti-Christ, Devill,S Child" มันมีความหมายว่า "ต่อต้านพระคริสต์, บุตรซาตาน"
และในวันที 20 กันยายน 1989 คณะลูกขุนก็ได้พร้อมใจกันลงความเห็นว่า ริชาร์ด รามิเรซมีความผิดตามข้อกล่าวหา
ศาลจึงได้พิจารณาคดีโดยจำคุกตลอดชีวิต 13 ครั้ง หมายความว่า แม้ได้รับการอภัยโทษครั้งที่ 1 ก็ยังต้องจองจำจนกว่าครบ 13 ครั้ง เรียกว่าติดคุกแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
สิ้นสุดกันที..... "นักล่ายามราตรี"
ก่อนจบ




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น