วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

The Butcher Of Plainfield (Ed Gein) จอมถลกศพ





สิ่งที่ทำให้ข้าสนใจในตัว Ed Gein

มัน คือ การเติบโตโดยมีปมด้อย จนกลายเป็นฆาตกร นี่แหละ
ข้าเห็นว่าชีวิตมันน่าศึกษาดี รวมทั้งวิธีการฆ่าเหยื่อของมันยังน่าสนใจไม่ใช่น้อย
ยังไงก็อ่านๆดูและกัน....... ท่านผู้มาเยือนนรกข้า ตามสบาย ปลดปล่ออยความโรคจิตซะ !

Ed Gein หรือ Edward Theodore Gein เกิดเมื่อ วันที่ 27 สิงหาคม 1906 และเสียชีวิตเมื่อ 26 กรกฏาคม 1984 Ed Gein นั้นได้รับฉายาเป็น ฆาตกรโรคจิตที่สุดเท่าที่เคยมีมา ก็ว่าได้ แม้ว่าเขาจะฆ่าคนจริงๆ ไปเพียง 2 คนก็ตาม แต่ด้วยพฤติกรรมด้านความเชื่อ ทำให้เขาได้รับฉายานี้ขึ้นมา , และการฆาตกรรมของเขาได้ทำให้เกิดหนังเรื่อง Phycho , The Texas Chainsaw Massacre และ Silence of the Lambs


ประวัติ - Ed Gein นั้นอาศัยอยู่ในฟาร์มแถบ Wiscousin, USA ซึ่งก็เป็นที่อาศัยตอนเขายังเป็นเด็ก , โดยเขามีพี่น้องอีก 1 คน , พ่อของเขาเป็นคนติดเหล้าและแอลกอฮอล์ทั้งหลาย , และมักจะตกงานอยู่บ่อยๆ , ซึ่งพี่น้องคู่นี้ก็รับไม่ได้กับการกระทำของพ่อของเข ารวมถึง แม่ของเขาก็รับการกระทำของพ่อไม่ได้เช่นกัน ซึ่งแม่เป็นคนที่เคร่งศาสนาอย่างมาก และเป็นคนที่ปกป้องลูก และมักจะไม่ให้คุยกับผู้หญิง จึงให้พวกเขาทำงานอยู่ที่ฟาร์ม เสมอๆ และนอกจากนั้นแม่ของเขายังกีดกันไม่ให้ Gein มีเพื่อน โดยแม่ของเขามีความเชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนยกเว้นตัวเธอนั้นเป็นโสเภณี และเหตุผลเดียวของการมี sex ที่ยอมรับได้ ก็เพื่อการสร้างชีวิตใหม่ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงบ่ายอ่านหนังสือ Bible


เมื่อ Gein เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น , แม่ของเขามีท่าทางเข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด , ถึงขนาดมีอยู่ครั้งนึงที่เคยสาดน้ำร้อนลวกตัวของเขาหลังจากที่แม่ของเขาจับ ได้ว่า Gein กำลัง "สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง" อยู่ในอ่างอาบน้ำ , และจับอวัยวะเพศของเขาและเรียกมันว่า "คำสาปของผู้ชาย ?" ( curse of man ) ด้วยเหตุที่ตาข้างหนึ่งของเขามีขนาดใหญ่กว่าอีกข้าง และด้วยท่าทางกิริยาที่เหมือนกับผู้หญิง ทำให้ Gein มักจะถูกเพื่อนล้อเลียนอยู่เป็นประจำ ซึ่งท่าทางในโรงเรียนของเขาก็มีท่าทางแปลกๆ ด้วย เช่นกัน นั่นคือ บางทีเขาจะหัวเราะออกมาโดยไม่มีสาเหตุ ( เหมือนกับหัวเราะกับมุขของตัวเอง ) พ่อของเขาเสียชีวิตในปี 1940 และหลังจากนั้นพี่น้องของเขาที่ชื่อ Henry ก็ยอมรับไม่ได้กับการมองโลกในแง่ร้ายของแม่ของเขา , ในเดือนมีนาคม ปี 1944 , พี่น้องทั้ง 2 พบตัวเองอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกมาจากในฟาร์ม , Gein วิ่งออกไปเพื่อไปแจ้งตำรวจ และบอกกับตำรวจว่า , Henry หายตัวไป , แต่ก็พาตำรวจตรงไปยังศพของ Henry , ซึ่งในตอนนั้น แม้จะพบรอยถูกตีจนฟกช้ำ และ รอยตรงหลังศีรษะ 2 แห่ง แต่ตำรวจสันนิษฐานว่า เขาตายเพราะขาดอ๊อกซิเจนจากการติดอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงเป็นระยะเวลานาน และหลังจากนั้น Gein ก็อาศัยอย่กับแม่ของเขาเพียงลำพัง , แม่ของเขาได้เสียชีวิตภายหลังเพียงแค่ 2 ปี , ด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง บ่อยๆ



Gein มักจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์อย ู่บ่อยๆ รวมถึงหนังสือเกี่ยวกับนาซี , และมักคิดแต่เรื่อง sex ไม่จบสิ้น จนกระทั่งเขาได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเช้าวันหนึ่ง ถึงเรื่องที่มีผู้หญิงเสียชีวิตและได้ฝังศพในวันนั้น เขาตามเพื่อนชื่อ Gus มาและให้ช่วยขุดศพขึ้นมา ซึ่งก็ได้อ้างกับเพื่อนของเขาว่าเป็น "การทดลองทางการแพทย์" เขาทำอย่างนี้มาเป็นเวลาถึง 10 ปีกว่า ,โดยการอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อจะหาศพคนที่ยังใหม่ๆ , และไปขุดขึ้นมาจากหลุมฝังศพในเวลาช่วงเที่ยงคืน, การทดลองเกี่ยวกับศพคนของเขานั้นแปลกมาก , เขาทำ Furniture หลายอย่างจากศพของคน , จากกระดูก , จากผิวหนัง และเก็บอวัยวะภายในไว้ในตู้เย็น , และเขายังมีเพศสัมพันธุ์กับศพอีกด้วย , และถึงขนาดเคยขุดศพของแม่ของเขาเองขึ้นมาจากหลุมฝังศพด้วย สิ่งที่ Gein ไม่ได้บอกกับ Gus , ก็คือความใฝ่ฝันของเขาที่พอเขาโตขึ้น เขาจะสามารถเป็นผู้หญิงได้ , สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เขาทำได้ก็คือ , สวมชุดผู้หญิง ที่มีหน้ากาก , หน้าอกที่ทำจากผิวหนังของคนจริงๆ ทั้งหมด , ในภายหลัง Gus ได้ถูกเรียกออกไปที่หลุมหลบภัย , ซึ่ง Gein ก็ต้องอยู่คนเดียวอีกครั้ง , และเขาก็คิดได้ว่า , ศพคนที่สด / ใหม่กว่านี้ น่าจะดีกว่าในการเก็บเข้า Collection ของเขา , และหลังจากนี้ เขาจะกลายเป็นฆาตรกรที่ฆ่าคน 2 คน เหยื่อรายแรกของเขาเป็นผู้หญิงวัย 51 ปี ที่ทำงานอยู่ที่โรงเหล้า Pine Grove , ซึ่งห่างจากบ้านของเขา 6 ไมล์ , Gein ยิงเธอที่หัวในระยะเผาขนด้วยปืน rifle .22-caliber , และอีกศพหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน





การเข้าจับกุมของตำรวจ - ตำรวจได้รับรายงานเกี่ยวกับการหายตัวไปของผู้หญิงทั้ ง 2 คน ( อีกคนชื่อ Bernice Worden ) เมื่อ วันที่ 16 พฤษจิกายน 1957 , เมื่อตำรวจไปดูที่เกิดเหตุซึ่งเป็นกระท่อมภายในที่อยู่ของเขา , ตำรวจได้เจอสิ่งที่น่าสยดสยองอย่างแรกของเขาในคืนนั้น นั่นคือศพของ Bernice Worden นั่นเอง เธอถูกตัดศีรษะ และถูกห้อยโดยใช้เชือกมัดที่ขาแล้วห้อยหัวลงมา และรอยกรีดตั้งแต่อวัยวะเพศจนเกือบถึงคอ , โดยที่อวัยวะเพศ และ ทวารหนักนั้นหายไป ซึ่งในห้องที่ตำรวจพบศพ นั้น ดูเหมือนจะไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นปีๆ แล้ว และมีขยะอยู่เต็มห้อง





(สภาพศพที่เอามาทิ้ง) สิ่งที่ตำรวจตรวจพบ : - หัวมนุษย์ที่ทำเป็นหัวเตียงหลายหัวอยู่ในห้องนอน - ผิวหนังมนุษย์ทำเป็นที่บังตะเกียง และ นวมของเบาะที่ใช้นั่ง - กระโหลกมนุษย์ทำเป็นถ้วย Soup - กล่องบรรจุจมูกมนุษย์ซึ่งใส่อยู่เต็ม - หัวใจมนุษย์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นของ Bernice Worden ( ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า มันอยู่บนกระทะท้องแบนบนเตา ในขณะที่นักข่าวและช่างภาพ บอกว่ามันถูกเก็บไว้ในถุงกระดาษ ) - หน้ากากทำจากหนังมนุษย์เก็บไว้ในถุงกระดาษ - สร้อยคอทำจากริมฝีปากมนุษย์ - เสื้อกั๊ก ( Gein เรียกมันว่า mammary vest "เสื้อกล้ามเต้านม ?" ) ทำจากอวัยวะเพศผู้หญิงและหน้าอกผู้หญิงเย็บเข้าด้วยก ัน - และ Furniture , ของตกแต่งอื่นๆ ที่ทำจากแต่ละส่วนของร่างกายมนุษย์รวมถึงเข็มขัดทำจากหัวนม และสิ่งที่ Gein สร้างขึ้นอีกชิ้นก็คือ ตู้เสื้อผ้าทั้งตู้ที่ทำจากส่วนต่างๆ ของมนุษย์รวมกัน ซึ่งมีทั้งส่วนขา , ส่วนลำตัว และรวมถึงหน้าอก และหน้ากากหนังมนุษย์อีกหลายๆ อัน ซึ่ง Gein ได้ให้การกับตำรวจและรับสารภาพว่า เขาได้ขุดศพขึ้นมาและนำหนังมาฟอก จริง แต่ Gein ให้การว่า ไม่ได้มีเพศสัมพันธุ์กับศพโดยให้การว่า "มันมีกลิ่นเหม็นเกินไป" และ Gein ก็ได้สารภาพว่า เขาได้ยิง Mary Hogan เสียชีวิตจริง ( ที่ทำงานที่โรงเหล้า ) หลังจากที่แม่เขาเสียชีวิต , เขาตัดสินใจที่จะแปลงเพศ โดยเรื่องนี้มีการถกเถียงกันว่า เขาได้แปลงเพศจริงหรือไม่ แต่ด้วยความเห็นส่วนใหญ่บอกว่า , เขาได้สร้างชุดผู้หญิง เพื่อที่ว่าเขาจะได้เป็นเหมือนแม่ของเขา มากกว่าการแปลงเพศ ซึ่งหลังจากการพิจารณาคดี , Gein กลายเป็นคนไร้ความสามารถ ( คนบ้า ) ซึ่งแพทย์วินิฉัยว่าเขามีอาการทางจิตประสาทจริง และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงมีการสั่งยกฟ้อง และจากนั้น Gein ก็ใช้ชีวิตที่เหลือของเขาที่โรงพยาบาล





ความตายของ Ed Gein - ในวันที่ 26 กรกฏาคม 1984 , Gein ตายด้วยโรคหัวใจวายที่โรงพยาบาล Mendota ( ไม่ใช่ DotA นะเฟ้ย -*- ) , Mendota Mental Health Institute ใน Goodland Hall , ช่วงเวลาที่เขาเสียชีวิต , เขาสาปแช่งชื่อของแม่ของเขาและ บุคคลที่ไม่ทราบว่าเป็นใครชื่อ Anne หลุมศพของเขามักจะถูกแอบเอาเก็บกลับไปเป็นของที่ระลึกโดยการตัดออกมาเป็น ชิ้นเล็กๆ เป็นระยะเวลานาน ก่อนที่ หลุมศพทั้งหลุมจะถูกขโมยไปในปี 2000 , หลังจากนั้นหลุมศพถูกนำกลับมาได้ในเดือน มิถุนายน 2001 ใกล้ๆ กับรัฐ Seattle และตอนนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Wautoma, Wiscousin






แม้ จะพบศพเป็นจำนวนมากมายบ้านเขา แต่ตำรวจตั้งข้อหาฆ่าคนตายแค่สองศพ นั้นคือ นางมารี โฮแกน และ เบอร์นิซ วอร์เดน ซึ่งทั้งสองมีหน้าตาคล้ายแม่เขา และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสงสัยว่าเขาอาจเป็นคนสังหารพี่ชายของตัวเอง คนงานสองคนที่ทำงานฟาร์ม และเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวสองคน แต่ก็ไม่พบหลักฐานมัดตัวเขาได้ เอ็ด กีนจึงถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลบ้าชื่อเซนทรัล สเตท หลังจากแพทย์วินิจฉัยพบว่าเขาเป็นคนผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรง และต่อมาถูกย้ายไปรักษาตัวที่สถาบันวิจัยและดูแลคนป่วยทางจิตเมนโดด้าทั้ง ที่เขาก่อคดีฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมและน่ากลัวอย่างที่ไม่มีใครทำมาก่อน แต่คำให้การของคนที่ดูแลเขากลับบอกว่า เอ็ดเป็นคนเรียบร้อย สุภาพ ไม่ก้าวร้าวกับคนอื่น แต่เขามักพูดถึงความสุขที่เขาได้ฆ่าเหยื่อบ่อย ๆ

เวลาผ่านไป 10 ปี ศาลได้ตัดสินคดีของเขา ซึ่งผลคือ เอ็ด ผิดจริง แต่ทำไปเพราะอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพราะบ้า ดังนั้นเขาจึงถูกควบคุมตัวอยู่ที่เมนโดด้าจนวาระสุดท้ายของเขาในปี ค.ศ.1984 ด้วยโรคหัวใจ ด้วยวัย 77 ปี

และหลังจากนั้นบ้านสยองของเอ็ดถูกไฟไหม้หลังจากที่เขาติดคุก

จน กระทั้งนิตยสารไลฟ์และไทมส์ลงข่าวเกี่ยวกับตัวเขาและบ้านสยองขวัญ เรื่องของเอ็ด กีน โด่งดังไปทั่วจนกลายเป็นตำนานของวิสคอนซิน จนนักเขียนโรเบิร์ต บลอซ นำเรื่องราวของเขาไปเขียนเป็นนวนิยาย ในปี ค.ศ. 1960 และ นิยายดังกล่าวได้ถูกนำไปสร้างภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง ไซโค ที่กล่าวถึงและได้รับรางวัลมากมายเพราะเนื้อเรื่องแปลกใหม่ ที่สำคัญคือนางเอกตายต้นเรื่อง และโด่งดังจนเป็นต้นแบบภาพยนตร์แนวนี้ต่อมาอีกนับไม่ถ้วน

และเอ็ดเวิร์ด กีน ก็กลายเป็นฆาตกร ที่มีแฟนคลับมากที่สุดในโลก และมีร้านที่ขายสินค้าแนวนี้อีกนับไม่ถ้วนในอเมริกา ดินแดนที่มีการก่ออาชญากรรมมากที่สุดในโลก

แต่ เอ็ดไม่รับรู้อะไรแล้ว ร่างของเขายังสงบนิ่งในสุสาน เหลือไว้แต่ตำนานโหดและวิธีการเลี้ยงลูกที่ผิด ๆ ของ แม่ที่เคร่งศาสนาและต้องการให้เขาเป็นผู้หญิง

ตลอดชั่วกาลนาน...........................................

ส่วนนี่เป็น หนังที่สร้างจากชีวิต ของ เอ็ดดี้




1 ความคิดเห็น: